Share
![cover art for แผ่นดินไหวครั้งใหญ่-โมคคัลลานสูตร ภูมิจาลสูตร และปุพพสูตร [6814-4s]](https://open-images.acast.com/shows/637503c280c859001151a303/show-cover.jpg?height=750)
4 คลังพระสูตร
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่-โมคคัลลานสูตร ภูมิจาลสูตร และปุพพสูตร [6814-4s]
สูตร#1 ภูมิจาลสูตร ทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ ณ ปาวลเจดีย์ เมืองเวสาลี ทรงตรัสแสดงเรื่องอิทธิบาท 4 ที่เมื่อเจริญ ทำให้มากแล้ว ผู้นั้นเมื่อมุ่งหวังจะดำรงอยู่ 1 กัปหรือเกินกว่า 1 กัปได้ ทรงทำนิมิตที่ชัดแจ้งอย่างนี้ถึง 3 ครั้ง เพื่อให้พระอานนท์กราบทูลวิงวอนให้พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ตลอดกัป แต่ท่านพระอานนท์ไม่อาจรู้ทันจึงไม่กราบทูลวิงวอน ได้ถวายอภิวาทแล้วหลีกไปนั่งใต้ต้นไม้ที่ไม่ไกลนั้น ลำดับนั้นมารผู้มีบาปได้เข้ามากราบทูลว่าเวลานี้เป็นเวลาปรินิพพานตามที่ได้เคยทรงตรัสไว้แล้ว ตรัสตอบมารว่า จะทรงปรินิพพานจากนี้ไปอีก 3 เดือน เมื่อทรงปลงอายุสังขารแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ น่าสะพรึงกลัว ฯลฯ ท่านพระอานนท์ได้ไปเข้าเฝ้า และกราบทูลเรื่องแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นี้รุนแรงจริงๆ ทรงตรัสตอบว่า มีเหตุปัจจัย 8 ประการที่ทำให้แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง
1. เกิดจากธาตุไม่สมดุล หรือ ชนกัน (ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม)
2. ผู้มีฤทธิ์บันดาล (เทวดา-มนุษย์)
3. พระพุทธเจ้าลงจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาสู่ครรภ์พระมารดา
4. พระพุทธเจ้าประสูติ (สวนลุมพินีวัน กรุงกบิลพัสดุ์ )
5. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ (ใต้ต้นโพธิ์ ณ ตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ)
6. พระพุทธเจ้าแสดงธรรมจักร (แสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ป่าอิสิปตน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ)
7. พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขาร (ณ เมืองปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี)
8. พระพุทธเจ้าปรินิพพาน (ใต้ต้นสาละคู่ เมืองกุสินารา)
สูตร#2 ปุพพสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ กรุงเวสาลี ทรงปรารภเหตุปัจจัยแห่งการเจริญอิทธิบาท 4 ซึ่งเมื่อเจริญ ทำให้มาก ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง และทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน
สูตร#3 วิภังคสูตร (พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๙) วิธีเจริญอิทธิบาท 4 ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุเมื่อเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก แล้วทรงแสดงในรายละเอียด
สูตร#4 โมคคัลลานสูตร (พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๙) พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมารดา ในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ซึ่งมีภิกษุมากรูป ที่อยู่ภายใต้ปราสาทของมิคารมารดา เป็นผู้ฟุ้งซ่าน อวดตัว มีจิตกวัดแกว่ง ปากกล้า พูดจาอื้อฉาว ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น คิดจะสึก ไม่สำรวมอินทรีย์ ทรงตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมา แล้วทรงรับสั่งให้กระทำให้ภิกษุเหล่านั้น ให้รู้สึกสังเวชใจ พระโมคัลลานะรับพระดำรัสแล้ว จึงแสดงอิทธาภิสังขาร ให้ปราสาทของมิคารมารดา สะเทือนสะท้านหวั่นไหว ด้วยนิ้วหัวแม่เท้า ทำให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดความสลดใจ ขนพองสยองเกล้า และทรงตรัสว่า พระโมคคัลานะมีฤทธิ์ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะ ได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท 4 พระโมคคัลลานะย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะ มิได้ เพราะอาสวะ ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
สูตร#5 จูฬตัณหาสังขยสูตร ตอนพระมหาโมคคัลลานะทดสอบท้าวสักกะ
More episodes
View all episodes

20. ธรรมสำหรับผู้ป่วย - มหานามสูตร, คิลานสูตร, ปฐมอุปัฏฐากสูตร, ปฐมอนายุสสาสูตร และธนัญชานิสูตร [6920-4s]
57:47||Season 69, Ep. 20สูตร#1 มหานามสูตร (เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๒๕) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะซึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเหตุให้ได้ชื่อว่าอุบาสก เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ถือว่ามีศีล เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเอง แต่ไม่เกื้อกูลผู้อื่น เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและเกื้อกูลผู้อื่น ทรงตรัสแสดงในรายละเอียดสูตร#2 คิลานสูตร (เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๒๒) ว่าด้วยคนไข้ ๓ จำพวก เปรียบเทียบกับบุคคลในโลก ๓ จำพวกสูตร#3 คิลานสูตร (เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๓๗๕) ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระประชวร ขณะเข้าจำพรรษาอยู่ ณ เวฬุวคาม เขตกรุงเวสาลี ทรงประชวรอย่างรุนแรง ท่านพระอานนท์เห็นแล้วกราบทูลว่า รู้สึกหนักใจแต่มาเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า พระองค์ยังไม่ตรัสพุทธพจน์อย่างใดอย่างหนึ่งกับภิกษุสงฆ์ก็คงจักไม่ปรินิพพานเป็นแน่ ทรงตรัสตอบว่า ไม่ควรหวังอะไรในพระองค์เพราะทรงแสดงธรรมไว้แจ่มแจ้งแล้วและทรงสอนให้มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่งด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ประการสูตร#4 คิลานสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๑๒๑) ว่าด้วยธรรมสำหรับภิกษุไข้ หมายถึงธรรมที่มีผลให้ภิกษุบรรลุเจโตวิมุตติในเวลาไม่นาน มี ๕ ประการสูตร#5 ปฐมอุปัฏฐากสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๑๒๓) ว่าด้วยภิกษุไข้ที่พยาบาลได้ยากและง่าย แต่ละอย่างประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงข้ามกันสูตร#6 ทุติยอุปัฏฐากสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่๑๒๔) ว่าด้วยภิกษุผู้ควรและไม่ควรพยาบาลภิกษุไข้ แต่ละอย่างประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงข้ามกันสูตร#7 ปฐมอนายุสสาสูตร (เล่มที่ ๒๒ ข้อที่๑๒๕) ว่าด้วยธรรมที่เป็นเหตุให้อายุสั้นและอายุยืน แต่ละอย่างประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ซึ่งมีนัยตรงข้ามกัน (ในทุติยอนายุสสาสูตร เหตุให้อายุยืนเพิ่ม มีศีล และมีกัลยาณมิตรสูตร#8 คิลานสูตร (เล่มที่ ๑๙ ข้อที่๑๐๕๐) ว่าด้วยอุบาสกป่วย ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ ที่ได้เขาไปทูลถามว่า อุบาสกผู้มีปัญญา (พระโสดาบัน) จะกล่าวสอนอุบาสกผู้มีปัญญาซึ่งเจ็บป่วยได้หรือไม่ ตรัสตอบว่า สามารถปลอบใจได้ด้วยธรรม ๔ ประการสูตร#9 ธนัญชานิสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อธนัญชานิ ผู้ประพฤติมิชอบด้วยการเบียดบังพระราชาและเบียดเบียนประชาชน เมื่อท่านพระสารีบุตรทราบว่าธนัญชานิพราหมณ์เป็นผู้ประมาท ท่านได้ไปโปรดเตือนสติและแสดงธรรมให้ฟังโดยยกธรรมขึ้นมาให้เห็นว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุเงื่อนไขปัจจัยใดในการดำเนินชีวิตก็ตาม ผู้ประพฤติธรรมและประพฤติสม่ำเสมอย่อมประเสริฐกว่าผู้ประพฤติอธรรมและประพฤติไม่สม่ำเสมอ และในตอนจบธนัญชานิพราหมณ์ตายไป สถิตย์ในสวรรค์ชั้นพรหม
19. พึ่งตน พึ่งธรรม -จักกวัตติสูตร [6919-4s]
58:05||Season 69, Ep. 19จักกวัตติสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุ ตรัสสอนให้ พึ่งตนพึ่งธรรม ไม่พึ่งสิ่งอื่น ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 เพราะการพึ่งตนพึ่งธรรม ทำให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ และพละ และให้ประพฤติธรรมอันเป็นโคจรที่สืบเนื่องมาจากบิดา (พระองค์เอง) บุญกุศลจะเจริญยิ่งขึ้น มารจะขัดขวางไม่ได้ และได้ตรัสอธิบายถึง การที่จะมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิและความเสื่อมไปของพระเจ้าจักรพรรดิ เหตุความเสื่อมไปของอายุขัยของมนุษย์ถึงสมัยหนึ่งที่มนุษย์มีอายุขัยแค่10 ปี จนกระทั่งถึงคราวที่มนุษย์กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งมีอายุมากขึ้นอีก มีพระพุทธเจ้านามว่า เมตไตรย เสด็จอุบัติขึ้นในโลก จะทรงสั่งสอนธรรมอย่างเดียวกับพระองค์ในบัดนี้
18. เครื่องอยู่ของจิต - ปฐมมหานามสูตร, ทุติยมหานามสูตร, นันทิยสูตร, คิลานสูตร และธัมมทินสูตร [6918-4s]
59:40||Season 69, Ep. 18สูตร#1 ปฐมมหานามสูตร (เล่มที่ ๒๔) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะชื่อมหานามะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค และทรงตรัสถามพระผู้มีพระภาคว่า พระองค์จะต้องมีธรรมอะไรเป็นเครื่องอยู่ ทรงตรัสตอบว่า ให้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แล้วเจริญธรรม ๖ ประการคือ อนุสสติ ๖ ให้ยิ่งขึ้นไปสูตร#2 ทุติยมหานามสูตร มีหมวดธรรมเดียวกับปฐมมหานามสูตรสูตร#3 นันทิยสูตร (เล่มที่ ๒๔) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่านันทิยะ ซึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค และตรัสถามว่า พระองค์จะต้องมีธรรมอะไรเป็นเครื่องอยู่ ทรงตรัสตอบว่า พึงตั้งอยู่ในธรรม ๖ ประการ คือ ศรัทธา ศีล วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา แล้วตั้งสติมั่นไว้ภายในตนในธรรม ๕ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ กัลยาณมิตตานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ ให้ยิ่งขึ้นไปสูตร#4 คิลานสูตร (เล่มที่๑๙) ว่าด้วยอุบาสกป่วย ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ ที่ได้เขาไปทูลถามว่า อุบาสกผู้มีปัญญา (พระโสดาบัน) จะกล่าวสอนอุบาสกผู้มีปัญญาซึ่งเจ็บป่วยได้หรือไม่ ตรัสตอบว่า สามารถปลอบใจได้ด้วยธรรม ๔ ประการสูตร#5 ธัมมทินสูตร (เล่มที่๑๙) ทรงแสดงแก่ธัมมทินนอุบาสก พร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ คน ให้พิจารณาพระสูตรให้ลึกซึ้ง ลุ่มลึก ระดับโลกุตตระ เมื่อธัมมทินอุบาสกกราบทูลว่า พวกตนอยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร ใช้เครื่องประดับและเงินทองคงจะทำได้ยาก พระองค์จึงทรงแสดงธรรม ๔ ประการสูตร#6 มหานามสูตร (เล่มที่๒๓) ทรงแสดงแก่เจ้าศากยะพระนามว่ามหานามะ ซึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงเหตุให้ได้ชื่อว่าอุบาสก เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ถือว่ามีศีลเหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกลตนเอง แต่ไม่เกื้อกูลผู้อื่น เหตุอะไรทำให้อุบาสกได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและเกื้อกูลผู้อื่น ทรงตรัสแสดงในรายละเอียดสูตร#7 คิลานสูตร (เล่มที่๒๐)ว่าด้วยคนไข้ ๓ จำพวก เปรียบเทียบกับบุคคลในโลก ๓ จำพวก
17. การข้ามพ้นภัย - สัมโพธิสูตร, นิสยสูตร, เมฆิยสูตร, นันทกสูตร, พลสูตร, เสวนาสูตร [6917-4s]
58:18||Season 69, Ep. 17สูตร#1 สัมโพธิสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เขตกรุงสาวัตถี ทรงปรารภเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการตรัสรู้ (สัมโพธิ) ๕ ประการ ซึ่งการมีกัลยาณมิตร เป็นข้อที่สำคัญที่สุด และทรงตรัสอานิสงส์ของการมีกัลยาณมิตร ที่เมื่อมี "มิตรดี" แล้ว ข้อธรรมอื่นๆ จะตามมาเองโดยธรรมชาติ เพราะมิตรดีจะเป็นแรงผลักดันให้ปฏิบัติในข้อต่อๆ ไปได้ง่ายขึ้น และเมื่อตั้งมั่นในธรรม ๕ ประการข้างต้นแล้ว ควรฝึกฝนเพิ่มเติมอีก ๔ ด้านเพื่อแก้ทางกิเลสสูตร#2 นิสยสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย" ทรงตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่งที่เข้าไปเฝ้าและทูลถามว่าผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ทรงแสดงธรรม ๕ ประการที่เมื่อภิกษุอาศัยธรรมเหล่านี้แล้ว จะละอกุศล และเจริญกุศลได้ และเมื่อภิกษุสามารถดำรงอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้ได้มั่นคงแล้ว ให้เจริญธรรม ๔ ประการเพื่อไม่ให้กิเลสใหม่เกิดขึ้น ผู้ที่ทำได้ครบถ้วนเช่นนี้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย"สูตร#3 เมฆิยสูตร ทรงแสดงแก่พระเมฆิยะ ว่าด้วย ธรรมะที่เป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ พระเมฆิยะ (ซึ่งขณะนั้นเป็นพุทธอุปัฏฐาก) ได้พบป่ามะม่วงริมฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬาที่รื่นรมย์ จึงอยากไปบำเพ็ญเพียรที่นั่นเพียงลำพัง เมื่อพระเมฆิยะไปบำเพ็ญเพียรในป่ามะม่วงตามลำพัง กลับถูก "อกุศลวิตก" (ความนึกคิดที่ไม่ดี) รุมเร้าจิตใจ จึงได้กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม๕ประการที่จะช่วยให้เจโตวิมุตติแก่กล้าขึ้น เมื่อตั้งมั่นในธรรม ๕ ประการข้างต้นแล้ว ควรเจริญธรรมอีก ๔ ประการเพื่อกำจัดกิเลสเฉพาะหน้าสูตร#4 นันทกสูตร ทรงแสดงแก่พระนันทกะ ณ พระเชตวัน ปรารภท่านพระนันทกะกำลังแสดงธรรมให้เหล่าภิกษุฟังในหอฉันอย่างตั้งใจและยาวนาน ทรงชมเชยและตรัสว่านี่คือ "กิจ ๒ อย่างของบรรพชิต" คือ การสนทนาธรรม หรือ การนิ่งอย่างพระอริยะและทรงตรัสองค์ประกอบ ๔ ประการสู่ความสำเร็จ (ความสมบูรณ์ของภิกษุ) ทรงเปรียบเทียบว่า ภิกษุที่ขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง เหมือนสัตว์สี่เท้าที่เท้าข้างหนึ่งพิการ ย่อมไม่สง่างามและไม่สมบูรณ์ หลังจากทรงเสด็จกลับ ท่านพระนันทกะได้ขยายความต่อถึงอานิสงส์ที่ภิกษุจะได้รับจากการฟังธรรมและสนทนาธรรม ซึ่งนำไปสู่การหลุดพ้นสูตร#5 พลสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงกำลัง ๔ ประการที่ช่วยให้พระอริยสาวกสามารถข้ามพ้น "ภัย ๕ ประการ" ได้สูตร#6 เสวนาสูตร ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วย "เกณฑ์ในการเลือกเสพหรือเลือกคบ" ว่า มีคน ๔ ประเภทที่เราควรหรือไม่ควรคบ และมีการแบ่งแยกที่คล้ายกันนี้ในเรื่องของเครื่องแต่งกาย อาหาร ที่พัก เมือง และประเทศ โดยวัดจาก กุศล/อกุศลธรรม เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง
16. คุณธรรมแห่งความสำเร็จ-สังขารูปปัตติสูตร,ทักขิณาวิภังคสูตร,อิฏฐสูตร [6916-4s]
56:17||Season 69, Ep. 16สูตร#1 สังขารูปปัตติสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เชตวัน ทรงตรัสว่าการที่ภิกษุประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ซึ่งเมื่อเจริญและทำให้มากแล้ว เมื่อปรารถนาจะไปเกิดในสิ่งที่ดี ๆ อย่างไร ให้ตั้งจิต อธิษฐานจิต และเจริญจิตนั้น ก็จะเกิดในฐานะนั้น ๆ ได้ตามปรารถนา ตั้งแต่ความเป็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล จนถึงเทพ พรหม ทั้งรูปพรหมและอรูปพรหม และในที่สุดถึงทำอาสวะให้สิ้นได้สูตร#2 ทักขิณาวิภังคสูตร ทรงแสดงแก่พระอานนท์ โดยปรารภการถวายทานของพระนางปชาบดีโคตมี โดยทรงแสดงทาน ๒ ประเภท และความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ ประการ และทรงยกย่องอานิสงส์ของการให้กับหมู่สงฆ์มีมากกว่าให้กับบุคคลสูตร#3 อิฏฐสูตร ทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกคฤหบดี ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา ๕ ประการ ที่หาได้ยากในโลก ที่จะได้ด้วยการกระทำ การปฏิบัติ และปฏิปทาที่ถูกต้องไม่ได้ด้วยการอ้อนวอนร้องขอ เพราะเหตุแห่งความปรารถนานั้น
15. ภัยคือความแก่ ความเจ็บ และความตาย - ปัพพโตปมสูตร, ภยสูตร , ฐานสูตร และจุนทสูตร[6915-4s]
57:09||Season 69, Ep. 15สูตร#1 ปัพพโตปมสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตรัสถามถึงกิจที่พระราชาพึงขวนขวาย พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เมื่อมหาภัยอันร้ายกาจที่ทำให้มนุษย์พินาศบังเกิดขึ้น อะไรที่พระองค์จะพึงทรงกระทำในภาวะแห่งมนุษย์ที่ได้แสนยาก พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า สิ่งที่ควรทำคือการประพฤติธรรม การประพฤติสม่ำเสมอ การสร้างกุศล การทำบุญสูตร#2 ภยสูตร ว่าด้วยเรื่องภัยใหญ่ คือ ภัยที่ปุถุชนเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย ได้แก่ ภัยจากไฟไหม้ใหญ่ ภัยจากน้ำท่วมใหญ่ และภัยจากโจรปล้นใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุให้บุตรพลัดพรากจากมารดา แต่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภัยใหญ่ดังกล่าวยังเป็น สมาตาปุตติกภัย คือ ภัยที่ยังพอมีโอกาสให้บุตรพบกับมารดาได้บ้าง แต่ภัยใหญ่ต่อไปนี้ มารดาและบุตรไม่สามารถจะห้ามมิให้เกิดขึ้นแก่กันและกันได้เลยคือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย จึงตรัสเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย หนทางที่จะให้ล่วงพ้นภัย 2 อย่างนี้ คือ อริยมรรคมีองค์ 8สูตร#3 ฐานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ มี 5 ประการ คือ อย่าแก่ อย่าเจ็บไข้ อย่าตาย อย่าสิ้นไป และอย่าฉิบหาย ทรงแสดงว่า ฐานะแต่ละอย่างเกิดขึ้นทั้งแก่ปุถุชนและอริยสาวก แต่ปุถุชนไม่มีปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงตรงกันข้ามกลับถูกสิ่งเหล่านี้ครอบงำจนเกิดทุกข์กายและทุกข์ใจ ส่วนอริยสาวกมีนัยตรงกันข้ามกับปุถุชนสูตร#4 โกสลสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ทรงเกิดทุกขโทมนัสเพราะพระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ทรงแสดงฐานะ 5 ประการที่ใครๆไม่พึงได้สูตร#5 นารทสูตร ท่านพระนารทะทรงแสดงฐานะ 5 ประการที่ใครๆไม่พึงได้แก่พระราชานามว่า มุณฑะ ผู้ทรงเกิดทุกขโทมนัสเพราะนางภัททาราชเทวีสวรรคตสูตร#6 จุนทสูตร ท่านจุนทะ สมณุทเทสผู้เป็นน้องชายคนเล็กของท่านพระสารีบุตร เข้าไปบอกข่าวการปรินิพพานของท่านพระสารีบุตรแก่ท่านพระอานนท์ ท่านจึงนำเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลข่าวการปรินิพพานนั้นพร้อมกับแสดงความรู้สึกของตน พระองค์จึงตรัสสอนให้มีตนเป็นที่พึ่งมีธรรมเป็นที่พึ่ง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ประการสูตร#7 อุกกเจลสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภการปรินิพพานของท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะซึ่งเป็นคู่อัครสาวก ทรงสอนให้ภิกษุมีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่งด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 ประการ
14. อินทรีย์ ๕ - พาหิยสูตร,นันทสูตร,ปุพพโกฏฐกสูตร, อาปณสูตร, ฐานสูตร[6913-4s]
45:55||Season 69, Ep. 14สูตร#1 พาหิยสูตร ทรงแสดงแก่ บุรุษชื่อ พาหิยะ ทารุจีริยะ ขณะกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ท่านพาหิยะได้เข้าไปเฝ้า และกราบทูลขอให้ทรงแสดงธรรมถึง ๓ ครั้ง แม้พระองค์จะทรงทัดทานว่ายังไม่ใช่เวลา แต่ด้วยความตระหนักว่าชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ท่านจึงขอฟังธรรมอย่างเร่งด่วน จึงทรงแสดงธรรมโดยย่อ จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น หลังจากบรรลุธรรมได้ไม่นาน ท่านพาหิยะถูกวัวแม่ลูกอ่อนขวิดจนเสียชีวิตก่อนที่จะได้อุปสมบท พระพุทธเจ้าจึงทรงให้ภิกษุช่วยกันจัดการสรีระของท่านและประกาศว่าท่านได้ปรินิพพานแล้วสูตร#2 นันทสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารภหลักปฏิบัติ ๔ ประการที่ทำให้พระนันทะบรรลุธรรม คือ การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย การรู้จักประมาณในการบริโภค การประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น และการมีสติสัมปชัญญะ: รู้เท่าทันการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของ เวทนา, สัญญา และวิตก อยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้จิตหลงไปกับสภาวะเหล่านั้น ซึ่งบุคคลที่มีราคะจัดอย่างพระนันทะ หากมีความตั้งใจจริงและปฏิบัติตามหลักปฏิบัตินี้ ก็สามารถเปลี่ยนตนเองจนบรรลุถึงความบริสุทธิ์ในธรรมได้สูตร#3 ปุพพโกฏฐกสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตร ณ ปุพพโกฏฐกะ เขตกรุงสาวัตถีทรงตรัสถามท่านพระสารีบุตรว่า เชื่อหรือไม่ว่า อินทรีย์ ๕ ที่บุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะหยั่งลงสู่อมตะ (นิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ท่านสารีบุตรตอบว่า ท่านไม่ได้เชื่อเพียงเพราะพระพุทธเจ้าทรงบอก แต่ท่านได้ รู้ เห็น เข้าใจ ทำให้แจ้ง และสัมผัสได้ด้วยปัญญาของตนเองสูตร#4 อาปณสูตร เป็นการสนทนาธรรมระหว่างพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตร ณ นิคมของชาวอังคะชื่อ อาปณะ แคว้นอังคะ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอินทรีย์ ๕ โดยมีศรัทธาเป็นรากฐาน พระอริยสาวกที่มีศรัทธามั่นคงในพระองค์ ย่อมไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในพระองค์หรือในพระธรรมคำสอน และศรัทธาที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงความเชื่อลอย ๆ แต่เป็นแรงจูงใจให้เกิดความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา จนกระทั่งเห็นแจ้งในพระนิพพานด้วยตนเองสูตร#5 ฐานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการอันบุคคลพึงรู้ได้ คือ ๑) ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ๒) ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ ๓) กำลังพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย ๔) ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา โดยต้องใช้เวลาการมนสิการ และปัญญาในการสังเกตเพื่อให้รู้จริง
13. ธรรมเพื่อความสามัคคี - โกสัมพิยสูตร และสามคามสูตร [6913-4s]
57:46||Season 69, Ep. 13สูตร#1 โกสัมพิยสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพีปรารภภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้แตกสามัคคีกัน รับสั่งให้มาเฝ้าแล้วทรงซักถาม และทรงแนะนำให้ทำ พูด คิดต่อกันด้วยเมตตาจิต ทรงอธิบายสารณียธรรม 6 ประการ ที่ทำให้ระลึกถึงกัน เป็นที่รักเป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์ ไม่วิวาทกันพื่อความสามัคคีเพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และข้อที่เป็นยอด คือ ทิฏฐิความเห็นอันประเสริฐ ได้ทรงอธิบายในรายละเอียดของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยองค์ 7 อย่าง ย่อมประกอบด้วยโสดาปัตติผลสูตร#2 สามคามสูตร ทรงแสดงแก่ท่านพระอานนท์ และท่านสมณุทเทสจุนทะ ณหมู่บ้านสามคามของชาวศากยะ แคว้นสักกะ ทรงปรารภคำกราบทูลของท่านพระอานนท์ ตามที่ท่านพระจุนทะเล่าให้ฟัง เรื่องการแตกสามัคคีถึงขั้นวิวาทกันของพวกนิครนถ์ หลังจากนิครนถ์นาฏบุตรดับขันธ์ไปไม่นาน เพราะพระธรรมวินัยที่นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวไว้ไม่ดี ไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ทำให้ท่านพระอานนท์ห่วงใยว่าหลังพุทธปรินิพพานอาจมีบุคคลอาศัยพระผู้มีพระภาคก่อการวิวาทขึ้นในสงฆ์ จึงทรงตรัสอธิบายถึงมูลเหตุแห่งการวิวาท 6 ประการ อธิกรณ์ 4 ประการ วิธีระงับอธิกรณ์ 7 ประการ และธรรมสำหรับป้องกันมิให้เกิดอธิกรณ์ (สารณียธรรม 6 ประการ) โดยละเอียด
12. โลกธรรม ๘ - ทุติยโลกธัมมสูตร, เทวทัตตวิปัตติสูตร,อุตตรวิปัตติสูตร, การัณฑวสูตร, กกุธเถรสูตร [6912-4s]
55:13||Season 69, Ep. 12สูตร#1 ทุติยโลกธัมมสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงแสดงโลกธรรม หมายถึง สิ่งที่มีอยู่แน่นอนสำหรับสัตว์โลก มี ๘ ประการคือ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งแก่ปุทุชนและพระอริยะ แต่มีผลต่างกัน ผู้มีปัญญาเมื่อเข้าใจความจริงนี้แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง แปรผันไปเป็นธรรมดา ทำให้อารมณ์ที่น่าปรารถนา (อิฏฐารมณ์) และไม่น่าปรารถนา (อนิฏฐารมณ์) ไม่สามารถย่ำยีจิตใจได้สูตร#2 เทวทัตตวิปัตติสูตร ว่าด้วยวิบัติของพระเทวทัต ทรงแสดงแก่ภิกษุโดยทรงแสดงวิบัติของพระเทวทัต ๘ ประการเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ภิกษุพิจารณาเห็นวิบัติและสมบัติของตนและผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อพิจารณาเห็นวิบัติและสมบัติอย่างนี้ ก็จะสามารถครอบงำวิบัติของตนได้ ทั้งอาสวะกิเลสที่ก่อความคับแค้นทางกายและใจก็จะไม่เกิดขึ้น คำว่า "สมบัติ" มีนัยตรงกันข้ามกับคำว่า “วิบัติ”สูตร#3 อุตตรวิปัตติสูตร ว่าด้วยวิบัติที่ท่านพระอุตตระแสดงโดยยกพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคที่ตรัสไว้มาแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ท้าวเวสวัณได้ยินเข้าจึงไปกราบทูลท้าวสักกะ ท้าวสักกะจึงเสด็จมาตรัสถามท่านพระอุตตระว่า ข้อความนี้เป็นปฏิภาณส่วนตัว หรือว่าเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค ท่านจึงตอบโดยยกอุปมาโวหารเรื่องคนขนข้าวเปลือกจากกองข้าวใหญ่ เหมือนพระดำรัสที่เป็นสุภาษิตทั้งหมด ที่สาวกกล่าวโดยถือเอาจากภาษิตนั้น และทรงเล่าเรื่องวิบัติของพระเทวทัตสูตร#4 การัณฑวสูตร ว่าด้วยผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ สมณะหยากเยื่อ ซึ่งหมายถึงสมณะผู้มีศีลวิบัติ ในที่นี้หมายถึงภิกษุรูปหนึ่งถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ แต่ไม่รับ กลับพูดกลบเกลื่อน แสดงอาการโกรธ พระผู้มีพระภาคจึงรับสั่งให้ขับออกไป แล้วทรงยกอุปมาเปรียบเทียบสูตร#5 กกุธเถรสูตร ทรงปรารภเรื่องพระเทวทัตคิดจะปกครองสงฆ์ตามที่กกุธเทพบุตรบอกแก่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงทรงแสดงศาสดาผู้ไม่บริสุทธิ์ ๕ จำพวก ได้แก่ (๑)ผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ (๒) ผู้มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ (๓)ผู้มีธรรมเทศนาไม่บริสุทธิ์ (๔) ผู้มีเวยยากรณะไม่บริสุทธิ์(๕) ผู้มีญาณทัสนะไม่บริสุทธิ์ แล้วทรงแสดงว่าพระองค์เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใน ๕ ทางตรงกันข้ามกับศาสดา ๕ จำพวก