Share
![cover art for รู้ได้ด้วยญาณ [6928-6t]](https://open-images.acast.com/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg?height=750)
6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก
รู้ได้ด้วยญาณ [6928-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์
ข้อที่ 1 กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับผลแห่งศีล โดยพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าถึง “อานิสงส์ของศีล” ซึ่งตรัสตอบว่าศีลเป็นกุศลมีผลเป็นทอด ๆ เชื่อมโยงกันไปจนถึงพระอรหัตผล ได้แก่ ศีล → อวิปปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) → ปราโมทย์ (ความบันเทิงใจ) → ปีติ (ความอิ่มใจ) → ปัสสัทธิ (ความสงบกายใจ) → สุข → สมาธิ → ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นตามความเป็นจริง) → นิพพิทาวิราคะ (ความเบื่อหน่ายและคลายกำหนัด) → วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้แจ้งในการหลุดพ้น)
*ศีลจึงเป็นฐานที่เกื้อหนุนจิตใจให้ก้าวหน้าตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุถึง พระอรหันต์ โดยสมบูรณ์
ข้อที่ 2 เจตนากรณียสูตร ว่าด้วยกรรมที่ไม่ต้องทำด้วยความตั้งใจ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเหตุและผลของสภาวธรรมตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เจตนาบังคับ เมื่อบุคคลรักษาศีลบริบูรณ์แล้ว ธรรมะขั้นต่อไปจะหลั่งไหลส่งผลต่อเนื่องกันไปเองตามลำดับ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร)
*กระบวนการนี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเหตุข้อแรกสมบูรณ์ ผลข้อถัดไปจะหลั่งไหลมาให้ผลเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องไปตั้งเจตนาบังคับเอาผลในตอนท้ายเลย
ข้อที่ 3 -5 ปฐม-ทุติย-ตติยอุปนิสสูตร ว่าด้วยธรรมมีเหตุให้ถูกขจัด สูตรที่ ๑-๓ มีเนื้อหาธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ผู้แสดงธรรม (สูตรที่๑ พระพุทธเจ้า, สูตรที่๒ พระสารบุตร, สูตรที่๓ พระอานนท์) แสดงถึงห่วงโซ่ของธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นว่า การทุศีล (ศีลวิบัติ) เป็นต้นเหตุที่ไปขจัด (ขัดขวาง/ตัดตอน) คุณธรรมขั้นถัดไป ทำให้กระบวนการปฏิบัติธรรมไม่สามารถดำเนินไปสู่นิพพานได้ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร *แต่เป็นฝ่ายดับ/ขจัด)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค
More episodes
View all episodes

35. พ้นเหตุที่ทำให้ถึงซึ่งการสึก [6935-6t]
53:57||Season 69, Ep. 35หมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ข้อที่ 55 มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อเตือนสติภิกษุและภิกษุณีเกี่ยวกับ “อันตรายของการคลุกคลีกันของเพศตรงข้าม” แม้กระทั่งในความสัมพันธ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์อย่างมารดากับบุตรก็ตาม ความคุ้นเคยและใกล้ชิดที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดความสำรวมและเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของกามราคะ และทรงเน้นย้ำถึง กามคุณ 5 ประการ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ของสตรีที่สามารถครอบงำบุรุษได้ ข้อที่ 56 อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์ ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า1. ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร2. ไม่รู้ประมาณในการบริโภค รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุข และที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา3. ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน4. ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา5. การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้ ข้อที่57 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ ฐานะ 5 ประการที่ควรพิจารณาเนืองๆ (ความเป็นธรรมดา คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน) เพื่อละความมัวเมาและลดกิเลส ได้แก่1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในวัย2. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค3. เรามีความตายเป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในชีวิต4. เรามีความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นธรรมดา - ละความกำหนัดได้5. เรามีกรรมเป็นของตน - ละการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ*เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้วจะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค
34. อาหุเนยยบุคคล [6934-6t]
56:08||Season 69, Ep. 34หมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรม (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง)ข้อที่ 16 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคลผู้เป็น “อาหุเนยยบุคคล” (ผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย) จำนวน 10 จำพวก ซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าอาหุเนยยบุคคล 10 จำพวกพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองและทรงเป็นครูของโลก)พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้เฉพาะตนแต่ไม่ได้ประกาศศาสนา)ท่านผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งสองส่วน คือทั้งรูปสมาบัติและปัญญา)ท่านผู้เป็นปัญญาวิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วน)ท่านผู้เป็นกายสักขี (ผู้ได้สัมผัสวิโมกข์ด้วยนามกายและกิเลสบางส่วนสิ้นไป)ท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฐิ / ผู้เห็นแจ้งและบรรลุธรรมด้วยปัญญา)ท่านผู้เป็นสัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา / ผู้มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ)ท่านผู้เป็นธัมมานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลมีปัญญาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นสัทธานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นโคตรภู (ผู้ปฏิบัติกำลังจะเข้าสู่ขั้นอริยบุคคลชั้นโสดาปัตติมรรค) ข้อที่ 17-18 ปฐม-ทุติยนาถสูตร ว่าด้วยนาถกรณธรรม สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “นาถกรณธรรม” (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง) 10 ประการ ซึ่งเป็นคุณธรรมเครื่องสร้างที่พึ่งให้แก่ตนเอง เพื่อความไม่ประมาทและพ้นจากความทุกข์นาถกรณธรรม 10 ประการ มีศีล: สำรวมในพระปาติโมกข์และมารยาทเป็นพหูสูต: ได้ยินได้ฟังมาก ทรงจำและเข้าใจธรรมมีกัลยาณมิตร: มีเพื่อน มีมิตร และสหายที่ดีเป็นผู้ว่าง่าย: อดทนและรับฟังคำสอนด้วยความเคารพขยันในการงาน: ฉลาด ไม่เกียจคร้านในกิจวัตรยินดีในธรรม: รักในคำสอนและการสนทนาธรรมปรารภความเพียร: มีความเพียรละอกุศลและทำกุศลสันโดษ: ยินดีด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้มีสติ: ระลึกได้ มีสติมั่นคง ไม่หลงลืมตัวมีปัญญา: เห็นการเกิดและการดับ ทะลุปรุโปร่ง*พระสูตรที่ ๒ แตกต่างกันที่รายละเอียดของสถานที่และบริบทในการแสดงข้อที่ 19 - 20 ปฐม-อริยวาสสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “อริยวาส” (ธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ) 10 ประการอริยวาส 10 ประการละองค์ 5: ละนิวรณ์ 5 ได้เด็ดขาดประกอบด้วยองค์ 6: สำรวมอายตนะ 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)รักษาแต่อย่างเดียว: มีสติคุ้มครองรักษาจิตมีธรรมเป็นที่พักพิง 4 ประการ: มีที่พึ่งทางใจอันมั่นคงมีปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้ว: บรรเทาความยึดถือความเห็นส่วนตนมีการแสวงหาอันสละเสียแล้วด้วยดี: ละการแสวงหาทางโลกที่ผิดมีความดำริไม่ขุ่นมัว: ความคิดปราศจากกิเลสมีกายสังขารอันสงบระงับแล้ว: กายและใจสงบระงับมีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี: จิตพ้นจากอาสวกิเลสมีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดี: มีปัญญาญาณรู้แจ้งสมบูรณ์*พระสูตรที่ ๒ แตกต่างกันที่รายละเอียดของสถานที่และบริบทในการแสดง
33. นิวรณ์ 5 สิ่งที่กั้นปัญญา [6933-6t]
57:11||Season 69, Ep. 33หมวดธรรม 5 ประการในนีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ข้อที่ 51 และ ข้อที่ 52 แสดงธรรมเกี่ยวกับ “นิวรณ์5”ข้อที่ 51 อาวรณสูตร ว่าด้วยนิวรณ์เครื่องกางกั้น กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ซึ่งเป็นเครื่องกางกั้นหรือปิดปัญญา พระพุทธองค์ตรัสว่าหากจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ย่อมไม่สามารถรู้ประโยชน์ตนหรือทำญาณทัสสนะให้แจ้งได้ แต่หากละได้ย่อมเกิดปัญญานิวรณ์ 5 เครื่องกางกั้นจิตกามฉันทะ: ความพอใจติดใจในกาม*กาม หมายถึง ความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา หรือสิ่งที่เป็นที่น่ารักใคร่ น่าพอใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ วัตถุกาม (สิ่งภายนอกที่น่าปรารถนา / กามคุณ 5) และ กิเลสกาม (ความอยากภายในใจ)พยาบาท: ความคิดร้ายขัดเคืองถีนมิทธะ: ความหดหู่และเซื่องซึมอุทธัจจกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านและร้อนใจวิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในธรรมความสำคัญในพระสูตรเมื่อมีนิวรณ์: จิตจะอ่อนกำลัง ปัญญาจะทุรพล ทำให้ไม่สามารถรู้แจ้งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น หรือบรรลุธรรมชั้นสูงได้เมื่อละนิวรณ์ได้: จิตใจจะผ่องใส มีปัญญาและกำลังพอที่จะทำญาณทัสสนะอันวิเศษให้แจ้งได้สำเร็จ ข้อที่ 52 อกุสลราสิสูตร ว่าด้วยกองอกุศล กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ว่าเป็น “กองอกุศล” เป็นอาหารของอวิชชา ข้อที่ 53 ปธานิยังคสูตร ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร แสดงธรรมเกี่ยวกับ องค์คุณ 5 ประการ (มีศรัทธา, มีอาพาธน้อย, ไม่โอ้อวด, ปรารภความเพียร, มีปัญญา) ที่ช่วยสนับสนุนให้ภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียรพยายามปฏิบัติกิจของศาสนาได้อย่างสำเร็จผล ข้อที่ 54 สมยสูตร ว่าด้วยสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร คือพระสูตรที่ว่าด้วย “สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (เป็นหนุ่มสาว, มีอาพาธน้อย, บิณฑบาตได้ง่าย, สังคมสามัคคี, สงฆ์พร้อมเพรียง) และ “สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (แก่ชรา, เจ็บป่วย, ข้าวยากหมากแพง, ภัยอันตราย, สงฆ์แตกแยก) เพื่อเตือนสติให้พุทธบริษัทรีบลงมือปฏิบัติธรรมในขณะที่ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อมยังเอื้ออำนวย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค
32. ถอนเครื่องผูก ตัดเครื่องกั้น [6932-6t]
57:31||Season 69, Ep. 32หมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรมข้อที่ 12 ปัญจังคสูตร ว่าด้วยองค์ ๕ กล่าวถึง คุณสมบัติของพระอรหันต์ ว่าต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 2 ด้านอย่างสมบูรณ์ คือ การละองค์ 5 (ละนิวรณ์ ๕) และ การประกอบด้วยองค์ 5 (บรรลุคุณธรรมระดับอเสขะ) ข้อที่ 13 สังโยชนสูตร ว่าด้วยสังโยชน์ กล่าวถึง "สังโยชน์ ๑๐" ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูกมัดจิตใจของสัตว์โลกให้อยู่ติดกับวัฏสงสารและความทุกข์ โดยแบ่งออกเป็นหมวด “สังโยชน์เบื้องต่ำ 5” และ “สังโยชน์เบื้องสูง 5” ตามระดับความหยาบและความละเอียดของกิเลส ข้อที่ 14 เจโตขีลสูตร ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู กล่าวถึง สาเหตุสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า โดยเปรียบเทียบกิเลส 2 กลุ่ม เป็นเหมือน "ตะปูที่ตอกตรึงจิต" และ "เชือกที่ผูกรัดใจ" ซึ่งหากยังละไม่ได้ จิตจะไม่ยอมน้อมไปสู่ความเพียรปฏิบัติ ทำให้กุศลธรรมมีแต่ความเสื่อมถอยลงเพียงอย่างเดียว ข้อที่ 15 อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรม กล่าวถึง "ความไม่ประมาท" เป็นธรรมอันเลิศที่สุดในบรรดากุศลธรรมทั้งปวง เป็นทั้ง รากฐาน (มูล) และเป็น จุดรวม (ประชุมลง) ของคุณงามความดีทั้งหมด โดยทรงแสดงผ่าน “การอุปมา” เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่และสำคัญของความไม่ประมาท พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต นาถกรณวรรค
31. เหตุถอนลูกศรคือความโศก [6931-6t]
56:48||Season 69, Ep. 31หมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราชข้อที่ 45 ปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล กล่าวถึง "ห้วงบุญกุศล5 ประการ" (การทำบุญด้วยจีวร บาตร เสนาสนะ ตั่งเตียง เภสัช แด่ภิกษุที่เป็นอรหันต์) ที่นำมาซึ่งความสุข และเป็นปัจจัยให้ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ โดยเปรียบเทียบว่า ผลบุญที่ได้รับนั้น ยิ่งใหญ่และมากมายมหาศาลจนนับประมาณไม่ได้ เสมือนปริมาณน้ำในมหาสมุทร ข้อที่ 46 สัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา กล่าวถึง “ความถึงพร้อม 5 ประการ” ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เราต้องฝึกให้เกิดขึ้น ให้พร้อมขึ้นมา ข้อที่ 47 ธนสูตร ว่าด้วยทรัพย์กล่าวถึง “อริยทรัพย์ 5 ประการ” (หลักธรรมเหมือน สัมปทาสูตร) เปรียบธรรม 5 ประการนี้ เหมือนอริยทรัพย์ที่เป็นสมบัติเฉพาะตนไม่มีใครจะขโมยไปได้ ไม่เลือนหายไปตามกาล สถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม ข้อที่ 48 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้ ระบุถึงสิ่งที่เป็นจริง 5 ประการ ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทวดา หรือใคร ๆ ในโลกไม่สามารถขอหรือบังคับได้ ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความฉิบหาย*ความต่างของปุถุชน vs อริยสาวก: ปุถุชนมองว่าเกิดขึ้นแค่กับตนจึงฟูมฟายจนงานเสีย กายพัง เสมือนโดนลูกศรพิษซ้ำเติม ส่วนอริยสาวกเข้าใจว่าเกิดกับทุกคน จึงตั้งสติ ถอนลูกศรพิษ และดับทุกข์ได้ ข้อที่ 49 โกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยที่พระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงฐานะ 5 ประการนี้ อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ข้อที่ 50 นารทสูตร ว่าด้วยพระนารทะ พระนารทะแสดงธรรมแก่พระเจ้ามุณฑะ ที่ทรงโศกเศร้าอย่างหนักจนไม่ยอมปฏิบัติราชกรณียกิจ หลังจากพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รักได้สวรรคตไป มหาอำมาตย์จึงได้กราบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จไปรับฟังธรรมจากพระนารทะ ณ กุกกุฏาราม เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ใจ พระนารทะได้แสดงธรรมเกี่ยวกับ “ฐานะ 5 ประการ” ที่ใครๆในโลกไม่พึงได้ โดยให้พิจารณาตามความเป็นจริงเพื่อถอนลูกศรคือความโศกเศร้า ทำให้พระเจ้ามุณฑะทรงคลายทุกข์และกลับมาเข้มแข็งได้ในที่สุด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค
30. สัญญาต่อเนื่อง ณ พระนิพพาน [6930-6t]
59:32||Season 69, Ep. 30หมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์ข้อที่ 6-7 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกต่างกันที่คู่สนทนาข้อที่ 6 สมาธิสูตร ว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงภาวะสมาธิขั้นสูงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ “ไม่มีสัญญาในสิ่งใด แต่ก็ยังคงมีสัญญา” (ปล่อยวางสัญญา แต่ไม่ทิ้งความรู้ตัว)ไม่มีสัญญาในสิ่งใด: จิตไม่ยึดถือหรือปรุงแต่งในธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม), อรูปฌาน ๔ และโลกนี้หรือโลกหน้าแต่ก็ยังคงมีสัญญา: จิตไม่ได้เลื่อนลอยหรือดับสูญ แต่ปักมั่นรับรู้เพียงสภาวะเดียว คือ ความสงบ ระงับ สละคืนกิเลส และความสิ้นตัณหา*สมาธิระดับนี้คือ ผลสมาบัติ อันเป็นสมาธิที่ไม่ยึดเหนี่ยวอารมณ์ทางรูปและอรูปใดๆ ในโลก แต่ปักมั่นอยู่ ณ สภาวะ(สัญญา)แห่งความดับกิเลสและความสงบเย็นของพระนิพพานเพียงอย่างเดียว ข้อที่ 7 สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรตอบปัญหาพระอานนท์ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสารีบุตร ถึงเรื่อง “สมาธิที่ไม่อิงอาศัยสัญญา แต่ยังคงมีสัญญาอยู่” (หมวดธรรมคล้าย สมาธิสูตร) ซึ่งพระสารีบุตรได้เน้นอาการของสัญญาที่รับรู้ว่า "ความดับภพเป็นนิพพาน" ที่เกิด-ดับสืบต่อกันคล้ายเปลวไฟ ขัอที่ 8-10 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกกันบางประการตามชื่อพระสูตรข้อที่ 8 ฌานสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีฌาน เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย "คุณสมบัติ 10 ประการที่ทำภิกษุให้เป็นผู้บริบูรณ์รอบด้าน" โดยพระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุสำรวจตนเอง หากยังขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ให้เร่งบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ เพื่อความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ข้อที่ 9 สันตวิโมกขสูตร ว่าด้วยสันตวิโมกข์ เน้นมาที่การน้อมจิตเข้าสู่ความวิเวกภายใน จนสามารถ "สัมผัสความหลุดพ้นอันสงบระงับ" เหนือสภาวะปรุงแต่ง และต่อยอดไปสู่การกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง ข้อที่ 10 วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา พระสูตรนี้เน้นที่ "วิชชา" อันเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่เข้าทำลายอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อปัญญารู้แจ้ง (วิชชา) ทำงานร่วมกับจิตที่ตั้งมั่น สังขารธรรมทั้งปวงจึงถูกถอดถอน นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอย่างเด็ดขาด ข้อที่ 11 เสนาสนสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของเสนาสนะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง "เสนาสนะที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม" ร่วมกับ "คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติ" เพื่อให้สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ (เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ) ได้ในเวลาไม่นาน*เมื่อ "ผู้ปฏิบัติที่มีความพร้อม" ได้ประจวบเหมาะกับ "สัปปายะ (สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย)" การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ย่อมสำเร็จได้โดยง่ายและรวดเร็ว พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค นาถกรณวรรค
29. ธรรมที่น่าปรารถนา [6929-6t]
55:14||Season 69, Ep. 29หมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช ข้อที่ 41 อาทิยสูตร ว่าด้วยประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ แนวทางที่บุคคลควรนำทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรและชอบธรรม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว, บำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงาน, ป้องกันอันตราย (เก็บไว้เป็นหลักประกันหรือทุนสำรอง), ทำพลี (สงเคราะห์บุคคลอื่น 5 ประการ), บำรุงพระสงฆ์ (นักบวช ผู้ประพฤติธรรม) ข้อที่ 42 สัปปุริสสูตร ว่าด้วยสัตบุรุษ อธิบายถึงคุณค่าของสัตบุรุษ (คนดี) เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก ข้อที่ 43 อิฏฐสูตร ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา ธรรมะ 5 อย่างที่ใครๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่อาจได้มาด้วยการอ้อนวอนหรือความอยาก เพราะการทำด้วยความอยากจะกลายเป็นการอ้อนวอนและติดกับดักความเพลินโดยไม่รู้ตัว แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องคือการ "สร้างเหตุที่ถูกต้องด้วยใจที่ปล่อยวาง" ปฏิบัติอย่างมีสติและแยบคาย ทำหน้าที่ของตนไปโดยไม่อยากและไม่เพลิน ยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทัน (ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร) ผู้ที่ปฏิบัติเช่นนี้จะสามารถรักษาประโยชน์สุขไว้ได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ข้อที่ 44 มนาปทายีสูตร ว่าด้วยผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ “อุคคคหบดี” ชาวกรุงเวสาลี ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็น เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายสิ่งของที่น่าพอใจ ในวัยชราท่านระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ" จึงตั้งใจถวายเฉพาะของประณีตที่แด่พระพุทธเจ้า ผลบุญส่งผลให้ท่านไปเกิดเป็น "อุคคเทพบุตร" มีกายทิพย์อันงดงาม และได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลยืนยันด้วยความปิติว่่า ผลลัพธ์อันประเสริฐตามที่ปรารถนาได้สำเร็จผลจริงทุกประการ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค
27. ทานที่ให้ปัญญา [6927-6t]
54:34||Season 69, Ep. 27หมวดธรรม 5 ประการใน สุมนวรรค หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือนข้อที่ 34 สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ ข้อที่ 35 ทานานิสังสสูตร ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง ข้อที่ 36 กาลทานสูตร ว่าด้วยกาลทาน กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน ข้อที่ 37 โภชนทานสูตร ว่าด้วยการให้โภชนะ การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้ ข้อที่ 38 สัทธสูตร ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ ข้อที่ 39 ปุตตสูตร ว่าด้วยบุตร มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้ ข้อที่ 40 มหาสาลปุตตสูตร ว่าด้วยต้นสาละใหญ่กับกุลบุตร เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรค