6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก

  • 13. กรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6913-6t]

    56:43||Season 69, Ep. 13
    หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถพระสูตรข้อที่ 264-270 เป็นการขยายความเรื่อง "วิถีแห่งกรรม" (กัมมปถ) โดยเน้นไปที่การจำแนกบุคคลตามระดับความพัวพันกับอกุศลกรรม เพื่อให้เห็นว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียวในแต่ละพระสูตร (ข้อ 264-270) จะวนรอบหัวข้อหลัก 7 ประการ (คือ อกุศลกรรมบถ เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ) โดยแบ่งคนเป็น 4 ประเภท ตามระดับความลึกซึ้งของเจตนา ดังนี้1. ตนเองทำ: เป็นผู้ลงมือกระทำอกุศลนั้นด้วยตนเอง2. ชักชวนผู้อื่น: เป็นผู้ชี้นำ ปลุกปั่น หรือสั่งให้คนอื่นทำ3. พอใจในการทำ: แม้ไม่ได้ทำเองหรือสั่งใคร แต่เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว กลับมีจิตยินดี สนับสนุน หรือเห็นชอบ4. สรรเสริญการทำ: กล่าวชมเชย ยกย่องเชิดชูพฤติกรรมหรือผู้ที่กระทำอกุศลนั้นๆ *บทสรุปและข้อคิดพระสูตรหมวดนี้ชี้ให้เห็นว่า "ความผิด" ในทางพุทธศาสนาไม่ได้นับแค่การลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การขยายผล (ชักชวน) และ ทัศนคติ (ความยินดี) ต่อความชั่วร้ายนั้นด้วยผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการ (ทำเอง / ชวน / ยินดี / สรรเสริญ) ในทางลบ ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในทางตรงกันข้าม หากเปลี่ยนเป็นการ "งดเว้นเอง / ชวนให้เว้น / ยินดีที่เขาเว้น" ย่อมเป็นทางไปสู่สุคติ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค
  • 12. อบรมจิตให้ดีด้วยปัญญา [6912-6t]

    57:59||Season 69, Ep. 12
    หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาสข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา คือการใช้ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (3 กลุ่มหลัก) ดังนี้1. การสำรอกกิเลสพื้นฐาน (ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” ละได้ชั่วคราว2. การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ (วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ละ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ "ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ" เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก3. การตัดวงจรการเกิดในภพ (ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ และ อรูปภพ *เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตร แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ "ความหนักแน่นมั่นคงของจิต" คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ "เสาหิน" ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุพัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอนสภาวะจิต: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบการรับรู้: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอข้อแตกต่างที่น่าสนใจ ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัตคำของพระเทวทัต ตามที่จันทิกาบุตรจำมา : "อบรมจิตด้วยจิต" (เฉย ๆ)คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ใช้คำว่า "อบรมจิตดีด้วยจิต" ต้องมีคำว่า ดี (สุภาวิตัง) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว*ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 กล่าวถึง คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ การละเวร 5 และ การมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4 รวมเป็น 9 ประการการระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคตองค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึกเมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถพยากรณ์ตนเอง ได้ทันทีว่า นรก/อบายภูมิสิ้นแล้ว และ เป็นผู้เที่ยงแท้*ข้อสังเกต: พระสูตรนี้เน้นว่า ศีลไม่ใช่แค่กฎข้อห้าม แต่คือการระงับภัยเวร ที่จะกัดกินใจเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ข้อที่ 28 ทุติยเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 2 มีเนื้อหาเหมือนกับปฐมเวรสูตร แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มผู้ฟังและนัยสำคัญ เล็กน้อยปฐมเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐี (คฤหัสถ์) เพื่อแนะแนวทางพยากรณ์ตนเองทุติยเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย (นักบวช) เพื่อย้ำเตือนสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากภัยเวร ข้อที่ 29 อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ ระบุถึง "ต้นเหตุหรือเหตุผล" ที่ใจคนเรานำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความโกรธแค้น โดยแบ่งตามบุคคลและกาลเวลา เพื่อให้เราเท่าทันความคิดที่กำลังปรุงแต่งความโกรธขึ้นมาอาฆาตวัตถุ 9 ประการ (เหตุผูกใจเจ็บ) แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักกลุ่มที่ 1 เกี่ยวกับ "ตัวเรา" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (ทำชั่ว) ต่อเรากลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับ "คนที่เรารัก" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เรารักกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับ "คนที่เราไม่ชอบ/ศัตรู" (3 ประการ) กลุ่มนี้จะสลับกัน คือเราโกรธเพราะเห็นศัตรูได้ดี : เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำดี) ให้กับคนที่เราเกลียด*ความน่าสนใจ คือการชี้ให้เห็นว่าความโกรธไม่ได้เกิดจากปัจจุบันเสมอไป แต่เกิดจากการที่ใจเราย้อนไปขุดคุ้ยอดีต หรือระแวงไปถึงอนาคตด้วย การรู้เท่าทันเหตุทั้ง 9 นี้ จะช่วยให้เราหยุดการปรุงแต่่ง และวางใจให้เป็นกลางได้ง่ายขึ้น ข้อที่ 30 อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต คือการใช้ "โยนิโสมนสิการ" เพื่อหยุดความโกรธที่ต้นเหตุ โดยการตั้งสติและพิจารณาว่า การกระทบกระทั่งหรือความไม่พอใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อถอดถอนความยึดมั่นในเหตุการณ์นั้น ๆ ออกไป พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค
  • 11. ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6911-6t]

    56:17||Season 69, Ep. 11
    ข้อที่ 259 และ ข้อที่ 260 ปฐมและทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย (สูตรที่ 1-2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก1. วรรณะ คือ ศีล2. กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา3. เชาว์ คือ ฝีเท้า (ปัญญา) ในข้อ 259 คือการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “การเป็นโสดาบัน”ส่วนของข้อ 260 คือดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “อรหัตผล” จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง4. ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก “คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน” ข้อที่ 261 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ1. วิริยะพละ: ความเพียร 4 2. สติพละ: สติปัฏฐาน 4 3. สมาธิพละ: ฌานทั้ง 44. ปัญญาพละ: ชำแรกกิเลสพละ4 ต่างจากพละ คือ ไม่มีข้อศรัทธา ข้อที่ 262 อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มี 4 ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ 4 ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ ข้อที่ 264 กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค
  • 10. มูลเหตุแห่งตัณหา [6910-6t]

    53:59||Season 69, Ep. 10
    หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาสข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง "คุณภาพ" ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้เชาว์อุปมาเปรียบ ระดับมรรคผลวรรณะ อุปมาเปรียบ ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญาความสูงและความใหญ่ อุปมาเปรียบ การได้รับปัจจัย 4โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้1. คนกระจอก 3 จำพวก คือผู้ที่ "รู้เพียงอริยสัจ 4" (ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ)จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจจำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม *คนกระจอก หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป2. คนดี (สัปบุรุษ) คือผู้ที่เป็น "พระอนาคามี" (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก3. บุรุษอาชาไนย (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น "พระอรหันต์" มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี "ตัณหา" เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้1. เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น2. เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น3. เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น4. เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น5. เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น6. เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น7. เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น8. เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น9. เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ)3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ4. กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ5. ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์6. เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 17. เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 28. เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 39. เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 4 (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค
  • 9. การแสวงหาอันประเสริฐ [6909-6t]

    57:52||Season 69, Ep. 9
    ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ ข้อที่ 258 กุลสูตร ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค
  • 8. ธรรมที่มีอุปการะและธรรมควรรู้ยิ่ง [6908-6t]

    53:13||Season 69, Ep. 8
    หมวดธรรม 4 ประการใน อาปัตติภยวรรค และ อภิญญาวรรคข้อที่ 249 พหุการสูตร ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือการคบสัตบุรุษ: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีการฟังธรรม: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญาการโยนิโสมนสิการ: การคิดใคร่ครวญปรับปรุงธัมมานุธัมมปฏิปัตติ: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอนข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร: ว่าด้วย "อนริยโวหาร" หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตาธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกามธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค
  • 7. ระยะเวลา "กัป" [6907-6t]

    56:01||Season 69, Ep. 7
    “สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว” วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5 ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 – 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส  กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค
  • 6. ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t]

    56:38||Season 69, Ep. 6
    หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรคข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้) พระองค์ทรงยกตัวอย่าง เวลามพราหมณ์ (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย “มหาทาน 9 อย่าง” ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา”*ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา)·      กลุ่ม       จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ)1) อุตตรกุรุทวีป: เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น" :- ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน 2) เทวดาดาวดึงส์: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :- อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์3) ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :- กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค
  • 5. แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]

    56:54||Season 69, Ep. 5
    หมวดธรรม 4 ประการ ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น ข้อที่ 146-147 ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2 กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล ข้อที่ 148-149 ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร เป็นเรื่องวาจา ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค
loading...