Share
![cover art for ทานที่ให้ปัญญา [6927-6t]](https://open-images.acast.com/shows/637609d5c54c93001104ab43/show-cover.jpg?height=750)
6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก
ทานที่ให้ปัญญา [6927-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน สุมนวรรค หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือน
ข้อที่ 34 สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ
ข้อที่ 35 ทานานิสังสสูตร ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง
ข้อที่ 36 กาลทานสูตร ว่าด้วยกาลทาน กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน
ข้อที่ 37 โภชนทานสูตร ว่าด้วยการให้โภชนะ การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้
ข้อที่ 38 สัทธสูตร ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ
ข้อที่ 39 ปุตตสูตร ว่าด้วยบุตร มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้
ข้อที่ 40 มหาสาลปุตตสูตร ว่าด้วยต้นสาละใหญ่กับกุลบุตร เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรค
More episodes
View all episodes

38. กสิณ10 เพ่งให้เห็นธรรม [6938-6t]
57:30||Season 69, Ep. 38หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ข้อที่ 25 กสิณสูตร ว่าด้วยบ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึง "บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ 10 ประการ" เพื่อใช้เป็นบาทฐานในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน ประกอบด้วยการเพ่งธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) วรรณะ 4 (สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว) อากาศ และวิญญาณ โดยผู้เจริญกรรมฐานต้องแผ่จิตเพ่งอารมณ์กสิณออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครอบคลุมทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง โดยยึดหลัก "ไม่มีสอง" คือการมีสติที่แน่วแน่เป็นอารมณ์เดียว และ "ไม่มีประมาณ" คือการแผ่ขยายสมาธิไปทั่วทุกทิศทางอย่างไร้ขอบเขตจำกัด เพื่อจูงใจให้จิตเกิดความตั้งมั่นและเป็นสมาธิอย่างสมบูรณ์*กสิณ คือเครื่องมือที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ ซื่งเป็นส่วนหนื่งในกรรมฐาน 40 กรรมฐานอย่างอื่นก็ทำให้จิตเป็นสมาธิได้เช่นกัน ข้อที่26 กาลีสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อกาลี การสนทนาธรรมระหว่างท่านพระมหากัจจานะและอุบาสิกากาลี ณ ภูเขาปวัตตะ แคว้นอวันตี โดยเป็นการขยายความพุทธพจน์ใน "กุมารีปัญหา" ว่าด้วยการเจริญสมาธิผ่านกสิณ 10 ประการ สาระสำคัญชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ปฏิบัติจะบรรลุสมาบัติขั้นสูงสุดในกสิณแต่ละกอง แต่พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งสภาวะเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ผ่านอริยสัจ 4 พระสูตรนี้จึงมุ่งเน้นสอนไม่ให้ผู้ปฏิบัติยึดติดในสภาวะสมาบัติว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ให้เข้าใจกระบวนการพัฒนาจิตตามความเป็นจริง เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นและความสงบแห่งหทัยอย่างแท้จริง ข้อที่27 ปฐมมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๑ มีที่มาจากการที่นักบวชนอกศาสนา (อัญเดียรถีย์) กล่าวอ้างว่าลัทธิของตนมีการสอนธรรมหมวด 1 ถึง 10 เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงชี้แจงว่าความรู้เหล่านี้อธิบายได้อย่างถูกต้องถ่องแท้เฉพาะโดยตถาคตและสาวกเท่านั้น พร้อมทั้งทรงแสดงธรรมขยายความ "ปัญหา 1 ถึง 10" ดังนี้1. สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร2. นามและรูป3. เวทนา 34. อาหาร 45. อุปาทานขันธ์ 56. อายตนะภายใน 67. วิญญาณฐิติ 78. โลกธรรม 89. สัตตาวาส 910. อกุศลกรรมบถ 10ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้ คือ "ข้อธรรมอันเป็นบาทฐานวิปัสสนา" ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้เป็นกรอบแนวคิดให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้น และสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน ข้อที่ 28 ทุติยมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๒ นำเสนอการแสดงธรรมของพระกชังคลาภิกษุณีเพื่อโปรดอุบาสกชาวเมืองกชังคละ โดยเป็นการขยายความปัญหาและไวยากรณ์ในหมวดธรรม 1 ถึง 10 (ดูข้อธรรม ปฐมมหาปัญหาสูตร) ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้เป็นข้อธรรมเพื่อใช้พิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้นและทำที่สุดแห่งทุกข์ จุดเด่นสำคัญของพระสูตรนี้คือการที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องและประทานการรับรองปัญญาของพระกชังคลาภิกษุณี โดยตรัสยืนยันว่าหากมีผู้ทูลถามพระองค์ พระองค์ก็จะทรงอธิบายธรรมนี้ด้วยเนื้อความเดียวกันทุกประการ*เมื่อนำสูตรที่๑ และสูตรที่๒ มาเปรียบเทียบทำให้เห็นว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะตรัสด้วยพระองค์เองหรืออธิบายโดยสาวกผู้มีปัญญา พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค
37. อกุศลพึงละด้วยปัญญา [6937-6t]
57:07||Season 69, Ep. 37หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ข้อที่ 21 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท พระสูตรนี้เน้นย้ำถึงกำลังญาณ10 ประการ (ทศพลญาณ) ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักร (กงล้อแห่งธรรม) ในบริษัททั้งหลาย ได้แก่ฐานาฐานญาณ: รู้จักสิ่งที่เป็นไปได้ (ฐานะ) และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (อฐานะ) ตามเหตุปัจจัยกัมมวิปากญาณ: รู้จักผลของกรรม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างแม่นยำสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ: รู้จักทางปฏิบัติที่นำไปสู่สุคติ ทุคติ หรือพระนิพพานนานาธาตุญาณ: รู้จักอัธยาศัยและองค์ประกอบที่แตกต่างกันของโลกและสิ่งมีชีวิต (ธาตุต่างๆ)นานาธิมุตติกญาณ: รู้จักอธิมุติ คือความน้อมใจเชื่อและความสนใจที่แตกต่างกันของสัตว์ทั้งหลายอินทริยปโรปริยัตตญาณ: รู้จักความหย่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ของผู้อื่นฌานาทิสังกิเลสาทิญาน: รู้จักความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติปุพเพนิวาสานุสสติญาณ: ระลึกชาติในอดีตได้หลากหลายระลึกชาติไม่สิ้นสุดจุตูปปาตญาณ: รู้เห็นการจุติ (ตาย) และอุบัติ (เกิด) ของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมอาสวักขยญาณ: รู้จักความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย บรรลุเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะในปัจจุบัน ข้อที่ 22 อธิมุตติปทสูตร ว่าด้วยอธิมุตติบท พระผู้มีพระภาคทรงตรัสถึง "ตถาคตพละ 10 ประการ" (ดูข้อธรรมใน สีหนาทสูตร) ซึ่งเป็นกำลังที่ทำให้พระองค์ทรงปฏิญญาฐานะที่องอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักรในบริษัททั้งหลายได้ โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับชื่อพระสูตรนี้โดยตรงคือ กำลังญาณในการรู้ชัดถึง "อธิมุตติ" (การหยั่งรู้อัธยาศัย) ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย ข้อที่ 23 กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจำแนกธรรมที่พึงละออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้ธรรมที่พึงละทางกาย แต่มิใช่ทางวาจา: การละ "กายทุจริต" (ทุศีล)ธรรมที่พึงละทางวาจา แต่มิใช่ทางกาย: การละ "วจีทุจริต"ธรรมที่บุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้: กิเลสภายในจิตใจที่ผู้ปฏิบัติต้องใช้ปัญญาภายในของตนเองเข้าไปเพ่งพินิจ เห็นตามความเป็นจริง (รู้แจ้งด้วยปัญญา) จนกระทั่งจิตตัดละกิเลสเหล่านั้นได้ด้วยตนเองกิเลสภายในจิตใจ 10 ประการ ได้แก่1. โลภะ – ความโลภ ความอยากได้2. โทสะ – ความโกรธ ความคิดประทุษร้าย3. โมหะ – ความหลง ความไม่รู้จริง (อวิชชา)4. โกธะ – ความโกรธ ความขัดเคืองใจ5. อุปนาหะ – ความผูกโกรธ การเก็บความโกรธไว้ฝังลึก6.มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน การแกล้งทำลายคุณความดีของผู้อื่น7. ปฬาสะ – ความตีเสมอ การยกตนเทียมท่าน ไม่ยอมอ่อนน้อม8. มัจฉริยะ – ความตระหนี่ หวงแหน9. อิสสาอันชั่วช้า – ความริษยา10. ปาปิจฉตา – ความปรารถนาลามก การโอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ข้อที่ 24 มหาจุนทสูตร ว่าด้วยพระมหาจุนทะ มีสาระสำคัญ 2 ส่วนหลัก คือ การละกิเลสทางปัญญา และ ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของนักปฏิบัติธรรมข้อปฏิบัติในการละกิเลส 10 ประการด้วยปัญญา (ดูจาก กายสูตร) ท่านพระมหาจุนทะระบุว่า "ความปรารถนาอันชั่วช้าและกิเลสทั้งหลาย บุคคลจะละทางกายหรือทางวาจาก็ไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ หากใครก็ตามประกาศตนว่าเป็นผู้รู้ธรรม (ธรรมวาที) หรือเป็นผู้ฝึกฝนตนเองมาดีแล้ว (ศีลบ่มครบบริบูรณ์) แต่ยังคงถูกกิเลสทั้ง 10 ข้อนี้ครอบงำอยู่ ย่อมถือว่าเป็นการประกาศที่ไม่เป็นความจริง"ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน (ภิกษุผู้เจริญฌาน vs ภิกษุผู้ประกอบธรรม) ต้องไม่ลบหลู่รุกราน หรือเพ่งโทษกันและกัน ควรมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ควรสรรเสริญกันและกัน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค
36. สัญญาพานิพพาน [6936-6t]
53:22||Season 69, Ep. 36หมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ และ สัญญาวรรคหมวดว่าด้วยสัญญาข้อที่58 ลิจฉวิกุมารกสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีกุมาร กล่าวถึง เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอบรมเจ้าลิจฉวีกุมารผู้ดุร้ายให้สงบลง จนเจ้ามหานามะลิจฉวีอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ โดยพระพุทธองค์ได้ทรงแสดง "หลักธรรมที่ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีเสื่อม" นั่นคือ การรู้จักใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม เพื่อดูแล เกื้อกูล และให้ความเคารพต่อบุคคล 5 กลุ่ม ได้แก่1. มารดาบิดา2. บุตร ภรรยา ทาส กรรมกร และคนใช้3. เพื่อนร่วมงาน4. เทวดาผู้รับพลีกรรม5. สมณพราหมณ์ ข้อที่ 59-60 กล่าวถึง คุณลักษณะ 5 ประการที่ "หาได้ยาก" ในหมู่ภิกษุผู้เข้ามาบวชเมื่อตอนแก่ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 สูตร ดังนี้ข้อที่59 ปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๑ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุมากแล้ว ส่วนใหญ่จะติดนิสัยเดิมหรือมีความเชื่องช้า ดังนั้น การจะหาบุคคลที่บวชตอนแก่แล้วเป็นผู้มีความนอบน้อม มีมารยาทงามของสมณะ อีกทั้งยังสามารถศึกษาเล่าเรียนจนเป็นผู้รู้ (พหูสูต) สามารถเทศนาสอนผู้อื่น (ธรรมกถึก) และแม่นยำในกฎระเบียบ (วินัยธร) จึงเป็นสิ่งที่ หาได้ยากยิ่งในโลก ข้อที่ 60 ทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๒ เน้นไปที่เรื่องของ ทิฏฐิมานะ (ความถือตัว) เนื่องจากผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก เมื่อต้องมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะพระบวชใหม่ (พระนวกะ) มักจะยอมรับคำสั่งสอนของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่อายุน้อยกว่าได้ยาก พระสูตรนี้จึงยกย่องว่า พระบวชแก่ที่เป็นคนโอวาทง่าย นอบน้อมต่อคำสอน และตั้งใจเรียนรู้นั้น เป็นบุคคลที่หาได้ยากมากเช่นกัน ข้อที่ 61-62 ปฐม-ทุติยสัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ สัญญา 5 ประการ ที่บุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ และมีพระนิพพานเป็นที่สุด ได้แก่1. อนิจจสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความไม่เที่ยง (ความไม่จีรังยั่งยืนของสังขารทั้งปวง)2. อนัตตสัญญา- การกำหนดหมายรู้ความไม่ใช่ตัวตน (ความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เจ้าของบังคับบัญชาไม่ได้)3. มรณสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความตาย (เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต)4. อาหาเรปฏิกูลสัญญา - การกำหนดหมายความปฏิกูล (ความน่าเกลียดน่าชังปฏิกูล) ในอาหาร5. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา - การกำหนดหมายความไม่น่ายินดี (ความไม่เพลิดเพลิน) ในโลกทั้งปวง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค สัญญาวรรค
35. พ้นเหตุที่ทำให้ถึงซึ่งการสึก [6935-6t]
53:57||Season 69, Ep. 35หมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ข้อที่ 55 มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อเตือนสติภิกษุและภิกษุณีเกี่ยวกับ “อันตรายของการคลุกคลีกันของเพศตรงข้าม” แม้กระทั่งในความสัมพันธ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์อย่างมารดากับบุตรก็ตาม ความคุ้นเคยและใกล้ชิดที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดความสำรวมและเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของกามราคะ และทรงเน้นย้ำถึง กามคุณ 5 ประการ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ของสตรีที่สามารถครอบงำบุรุษได้ ข้อที่ 56 อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์ ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า1. ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร2. ไม่รู้ประมาณในการบริโภค รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุข และที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา3. ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน4. ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา5. การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้ ข้อที่57 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ ฐานะ 5 ประการที่ควรพิจารณาเนืองๆ (ความเป็นธรรมดา คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน) เพื่อละความมัวเมาและลดกิเลส ได้แก่1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในวัย2. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค3. เรามีความตายเป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในชีวิต4. เรามีความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นธรรมดา - ละความกำหนัดได้5. เรามีกรรมเป็นของตน - ละการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ*เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้วจะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค
34. อาหุเนยยบุคคล [6934-6t]
56:08||Season 69, Ep. 34หมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรม (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง)ข้อที่ 16 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคลผู้เป็น “อาหุเนยยบุคคล” (ผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย) จำนวน 10 จำพวก ซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าอาหุเนยยบุคคล 10 จำพวกพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองและทรงเป็นครูของโลก)พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้เฉพาะตนแต่ไม่ได้ประกาศศาสนา)ท่านผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งสองส่วน คือทั้งรูปสมาบัติและปัญญา)ท่านผู้เป็นปัญญาวิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วน)ท่านผู้เป็นกายสักขี (ผู้ได้สัมผัสวิโมกข์ด้วยนามกายและกิเลสบางส่วนสิ้นไป)ท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฐิ / ผู้เห็นแจ้งและบรรลุธรรมด้วยปัญญา)ท่านผู้เป็นสัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา / ผู้มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ)ท่านผู้เป็นธัมมานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลมีปัญญาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นสัทธานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นโคตรภู (ผู้ปฏิบัติกำลังจะเข้าสู่ขั้นอริยบุคคลชั้นโสดาปัตติมรรค) ข้อที่ 17-18 ปฐม-ทุติยนาถสูตร ว่าด้วยนาถกรณธรรม สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “นาถกรณธรรม” (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง) 10 ประการ ซึ่งเป็นคุณธรรมเครื่องสร้างที่พึ่งให้แก่ตนเอง เพื่อความไม่ประมาทและพ้นจากความทุกข์นาถกรณธรรม 10 ประการ มีศีล: สำรวมในพระปาติโมกข์และมารยาทเป็นพหูสูต: ได้ยินได้ฟังมาก ทรงจำและเข้าใจธรรมมีกัลยาณมิตร: มีเพื่อน มีมิตร และสหายที่ดีเป็นผู้ว่าง่าย: อดทนและรับฟังคำสอนด้วยความเคารพขยันในการงาน: ฉลาด ไม่เกียจคร้านในกิจวัตรยินดีในธรรม: รักในคำสอนและการสนทนาธรรมปรารภความเพียร: มีความเพียรละอกุศลและทำกุศลสันโดษ: ยินดีด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้มีสติ: ระลึกได้ มีสติมั่นคง ไม่หลงลืมตัวมีปัญญา: เห็นการเกิดและการดับ ทะลุปรุโปร่ง*พระสูตรที่ ๒ แตกต่างกันที่รายละเอียดของสถานที่และบริบทในการแสดงข้อที่ 19 - 20 ปฐม-อริยวาสสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “อริยวาส” (ธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ) 10 ประการอริยวาส 10 ประการละองค์ 5: ละนิวรณ์ 5 ได้เด็ดขาดประกอบด้วยองค์ 6: สำรวมอายตนะ 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)รักษาแต่อย่างเดียว: มีสติคุ้มครองรักษาจิตมีธรรมเป็นที่พักพิง 4 ประการ: มีที่พึ่งทางใจอันมั่นคงมีปัจเจกสัจจะบรรเทาได้แล้ว: บรรเทาความยึดถือความเห็นส่วนตนมีการแสวงหาอันสละเสียแล้วด้วยดี: ละการแสวงหาทางโลกที่ผิดมีความดำริไม่ขุ่นมัว: ความคิดปราศจากกิเลสมีกายสังขารอันสงบระงับแล้ว: กายและใจสงบระงับมีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี: จิตพ้นจากอาสวกิเลสมีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดี: มีปัญญาญาณรู้แจ้งสมบูรณ์*พระสูตรที่ ๒ แตกต่างกันที่รายละเอียดของสถานที่และบริบทในการแสดง
33. นิวรณ์ 5 สิ่งที่กั้นปัญญา [6933-6t]
57:11||Season 69, Ep. 33หมวดธรรม 5 ประการในนีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ข้อที่ 51 และ ข้อที่ 52 แสดงธรรมเกี่ยวกับ “นิวรณ์5”ข้อที่ 51 อาวรณสูตร ว่าด้วยนิวรณ์เครื่องกางกั้น กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ซึ่งเป็นเครื่องกางกั้นหรือปิดปัญญา พระพุทธองค์ตรัสว่าหากจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ย่อมไม่สามารถรู้ประโยชน์ตนหรือทำญาณทัสสนะให้แจ้งได้ แต่หากละได้ย่อมเกิดปัญญานิวรณ์ 5 เครื่องกางกั้นจิตกามฉันทะ: ความพอใจติดใจในกาม*กาม หมายถึง ความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา หรือสิ่งที่เป็นที่น่ารักใคร่ น่าพอใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ วัตถุกาม (สิ่งภายนอกที่น่าปรารถนา / กามคุณ 5) และ กิเลสกาม (ความอยากภายในใจ)พยาบาท: ความคิดร้ายขัดเคืองถีนมิทธะ: ความหดหู่และเซื่องซึมอุทธัจจกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านและร้อนใจวิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในธรรมความสำคัญในพระสูตรเมื่อมีนิวรณ์: จิตจะอ่อนกำลัง ปัญญาจะทุรพล ทำให้ไม่สามารถรู้แจ้งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น หรือบรรลุธรรมชั้นสูงได้เมื่อละนิวรณ์ได้: จิตใจจะผ่องใส มีปัญญาและกำลังพอที่จะทำญาณทัสสนะอันวิเศษให้แจ้งได้สำเร็จ ข้อที่ 52 อกุสลราสิสูตร ว่าด้วยกองอกุศล กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ว่าเป็น “กองอกุศล” เป็นอาหารของอวิชชา ข้อที่ 53 ปธานิยังคสูตร ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร แสดงธรรมเกี่ยวกับ องค์คุณ 5 ประการ (มีศรัทธา, มีอาพาธน้อย, ไม่โอ้อวด, ปรารภความเพียร, มีปัญญา) ที่ช่วยสนับสนุนให้ภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียรพยายามปฏิบัติกิจของศาสนาได้อย่างสำเร็จผล ข้อที่ 54 สมยสูตร ว่าด้วยสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร คือพระสูตรที่ว่าด้วย “สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (เป็นหนุ่มสาว, มีอาพาธน้อย, บิณฑบาตได้ง่าย, สังคมสามัคคี, สงฆ์พร้อมเพรียง) และ “สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (แก่ชรา, เจ็บป่วย, ข้าวยากหมากแพง, ภัยอันตราย, สงฆ์แตกแยก) เพื่อเตือนสติให้พุทธบริษัทรีบลงมือปฏิบัติธรรมในขณะที่ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อมยังเอื้ออำนวย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค
32. ถอนเครื่องผูก ตัดเครื่องกั้น [6932-6t]
57:31||Season 69, Ep. 32หมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรมข้อที่ 12 ปัญจังคสูตร ว่าด้วยองค์ ๕ กล่าวถึง คุณสมบัติของพระอรหันต์ ว่าต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 2 ด้านอย่างสมบูรณ์ คือ การละองค์ 5 (ละนิวรณ์ ๕) และ การประกอบด้วยองค์ 5 (บรรลุคุณธรรมระดับอเสขะ) ข้อที่ 13 สังโยชนสูตร ว่าด้วยสังโยชน์ กล่าวถึง "สังโยชน์ ๑๐" ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูกมัดจิตใจของสัตว์โลกให้อยู่ติดกับวัฏสงสารและความทุกข์ โดยแบ่งออกเป็นหมวด “สังโยชน์เบื้องต่ำ 5” และ “สังโยชน์เบื้องสูง 5” ตามระดับความหยาบและความละเอียดของกิเลส ข้อที่ 14 เจโตขีลสูตร ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู กล่าวถึง สาเหตุสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า โดยเปรียบเทียบกิเลส 2 กลุ่ม เป็นเหมือน "ตะปูที่ตอกตรึงจิต" และ "เชือกที่ผูกรัดใจ" ซึ่งหากยังละไม่ได้ จิตจะไม่ยอมน้อมไปสู่ความเพียรปฏิบัติ ทำให้กุศลธรรมมีแต่ความเสื่อมถอยลงเพียงอย่างเดียว ข้อที่ 15 อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรม กล่าวถึง "ความไม่ประมาท" เป็นธรรมอันเลิศที่สุดในบรรดากุศลธรรมทั้งปวง เป็นทั้ง รากฐาน (มูล) และเป็น จุดรวม (ประชุมลง) ของคุณงามความดีทั้งหมด โดยทรงแสดงผ่าน “การอุปมา” เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่และสำคัญของความไม่ประมาท พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต นาถกรณวรรค
31. เหตุถอนลูกศรคือความโศก [6931-6t]
56:48||Season 69, Ep. 31หมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราชข้อที่ 45 ปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล กล่าวถึง "ห้วงบุญกุศล5 ประการ" (การทำบุญด้วยจีวร บาตร เสนาสนะ ตั่งเตียง เภสัช แด่ภิกษุที่เป็นอรหันต์) ที่นำมาซึ่งความสุข และเป็นปัจจัยให้ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ โดยเปรียบเทียบว่า ผลบุญที่ได้รับนั้น ยิ่งใหญ่และมากมายมหาศาลจนนับประมาณไม่ได้ เสมือนปริมาณน้ำในมหาสมุทร ข้อที่ 46 สัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา กล่าวถึง “ความถึงพร้อม 5 ประการ” ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เราต้องฝึกให้เกิดขึ้น ให้พร้อมขึ้นมา ข้อที่ 47 ธนสูตร ว่าด้วยทรัพย์กล่าวถึง “อริยทรัพย์ 5 ประการ” (หลักธรรมเหมือน สัมปทาสูตร) เปรียบธรรม 5 ประการนี้ เหมือนอริยทรัพย์ที่เป็นสมบัติเฉพาะตนไม่มีใครจะขโมยไปได้ ไม่เลือนหายไปตามกาล สถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม ข้อที่ 48 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้ ระบุถึงสิ่งที่เป็นจริง 5 ประการ ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทวดา หรือใคร ๆ ในโลกไม่สามารถขอหรือบังคับได้ ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความฉิบหาย*ความต่างของปุถุชน vs อริยสาวก: ปุถุชนมองว่าเกิดขึ้นแค่กับตนจึงฟูมฟายจนงานเสีย กายพัง เสมือนโดนลูกศรพิษซ้ำเติม ส่วนอริยสาวกเข้าใจว่าเกิดกับทุกคน จึงตั้งสติ ถอนลูกศรพิษ และดับทุกข์ได้ ข้อที่ 49 โกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยที่พระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงฐานะ 5 ประการนี้ อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้ ข้อที่ 50 นารทสูตร ว่าด้วยพระนารทะ พระนารทะแสดงธรรมแก่พระเจ้ามุณฑะ ที่ทรงโศกเศร้าอย่างหนักจนไม่ยอมปฏิบัติราชกรณียกิจ หลังจากพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รักได้สวรรคตไป มหาอำมาตย์จึงได้กราบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จไปรับฟังธรรมจากพระนารทะ ณ กุกกุฏาราม เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ใจ พระนารทะได้แสดงธรรมเกี่ยวกับ “ฐานะ 5 ประการ” ที่ใครๆในโลกไม่พึงได้ โดยให้พิจารณาตามความเป็นจริงเพื่อถอนลูกศรคือความโศกเศร้า ทำให้พระเจ้ามุณฑะทรงคลายทุกข์และกลับมาเข้มแข็งได้ในที่สุด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค
30. สัญญาต่อเนื่อง ณ พระนิพพาน [6930-6t]
59:32||Season 69, Ep. 30หมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์ข้อที่ 6-7 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกต่างกันที่คู่สนทนาข้อที่ 6 สมาธิสูตร ว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงภาวะสมาธิขั้นสูงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ “ไม่มีสัญญาในสิ่งใด แต่ก็ยังคงมีสัญญา” (ปล่อยวางสัญญา แต่ไม่ทิ้งความรู้ตัว)ไม่มีสัญญาในสิ่งใด: จิตไม่ยึดถือหรือปรุงแต่งในธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม), อรูปฌาน ๔ และโลกนี้หรือโลกหน้าแต่ก็ยังคงมีสัญญา: จิตไม่ได้เลื่อนลอยหรือดับสูญ แต่ปักมั่นรับรู้เพียงสภาวะเดียว คือ ความสงบ ระงับ สละคืนกิเลส และความสิ้นตัณหา*สมาธิระดับนี้คือ ผลสมาบัติ อันเป็นสมาธิที่ไม่ยึดเหนี่ยวอารมณ์ทางรูปและอรูปใดๆ ในโลก แต่ปักมั่นอยู่ ณ สภาวะ(สัญญา)แห่งความดับกิเลสและความสงบเย็นของพระนิพพานเพียงอย่างเดียว ข้อที่ 7 สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรตอบปัญหาพระอานนท์ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสารีบุตร ถึงเรื่อง “สมาธิที่ไม่อิงอาศัยสัญญา แต่ยังคงมีสัญญาอยู่” (หมวดธรรมคล้าย สมาธิสูตร) ซึ่งพระสารีบุตรได้เน้นอาการของสัญญาที่รับรู้ว่า "ความดับภพเป็นนิพพาน" ที่เกิด-ดับสืบต่อกันคล้ายเปลวไฟ ขัอที่ 8-10 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกกันบางประการตามชื่อพระสูตรข้อที่ 8 ฌานสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีฌาน เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย "คุณสมบัติ 10 ประการที่ทำภิกษุให้เป็นผู้บริบูรณ์รอบด้าน" โดยพระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุสำรวจตนเอง หากยังขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ให้เร่งบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ เพื่อความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ข้อที่ 9 สันตวิโมกขสูตร ว่าด้วยสันตวิโมกข์ เน้นมาที่การน้อมจิตเข้าสู่ความวิเวกภายใน จนสามารถ "สัมผัสความหลุดพ้นอันสงบระงับ" เหนือสภาวะปรุงแต่ง และต่อยอดไปสู่การกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง ข้อที่ 10 วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา พระสูตรนี้เน้นที่ "วิชชา" อันเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่เข้าทำลายอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อปัญญารู้แจ้ง (วิชชา) ทำงานร่วมกับจิตที่ตั้งมั่น สังขารธรรมทั้งปวงจึงถูกถอดถอน นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอย่างเด็ดขาด ข้อที่ 11 เสนาสนสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของเสนาสนะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง "เสนาสนะที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม" ร่วมกับ "คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติ" เพื่อให้สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ (เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ) ได้ในเวลาไม่นาน*เมื่อ "ผู้ปฏิบัติที่มีความพร้อม" ได้ประจวบเหมาะกับ "สัปปายะ (สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย)" การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ย่อมสำเร็จได้โดยง่ายและรวดเร็ว พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค นาถกรณวรรค