Share

cover art for 1 สมการชีวิต

1 สมการชีวิต


Latest episode

  • 35. Mindset ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข [6935-1u]

    57:36||Season 69, Ep. 35
    ช่วงไต่ตามทาง: ความทุกข์ต่อเนื่องผู้ฟังท่านนี้ ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ประสบความทุกข์มาก ทั้งเรื่องเงินทอง คนในครอบครัวเสียชีวิตหลายคน โควิด หน้าที่การงาน สุขภาพร่างกาย เจอบททดสอบหลายอย่าง เครียดมาก บางครั้งไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี ถ้าไม่มีธรรมะ ก็อาจเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่ผู้ฟังท่านนี้ มีสติคอยดึงไว้ ไม่ทำผิดศีลหรือเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ปรุงแต่งให้จิตใจหดหู่ลง นึกถึงธรรมะความไม่เที่ยง มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาไว้ รักษาจิตให้มีความสงบ หาความสุขในปัจจุบัน เร่งทำความดี ฟังธรรม มีกัลยาณมิตร เดินตามทางมรรค ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: Mindset ที่ทำให้ชีวิตมีความสุขกฎเกณฑ์ที่เราตั้งในชีวิต ทำให้เราทุกข์โดยไม่จำเป็น ก็ควรจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่ กฎเกณฑ์ความสุขของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน เจอผัสสะมาไม่เหมือนกัน มีความเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง “รักสุข เกลียดทุกข์” ถูกผลักดันด้วยเวทนา หากเราตั้งกฎเกณฑ์ว่าทุกอย่างจะต้องราบรื่น ไม่มีปัญหาอะไร เราถึงจะมีความสุขนั้น รอไปเถอะ เราจะทุกข์โดยไม่จำเป็นทิฏฐิ (Mindset) เกิดจากผัสสะ หล่อหลอมตกตะกอนจนทำให้เป็นกฎเกณฑ์ในชีวิต ในโลกปัจจุบันมีทิฏฐิว่า “ต้องมีเงิน ถึงจะมีความสุข” ทำให้เกิดความเพียรในการหาเงิน ความเพียรเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าความเพียรนั้นทำให้ผิดศีล อย่างนี้ไม่ดี พระพุทธเจ้ามีกฎเกณฑ์ที่ทำให้ทุกข์ลดลง มีสุขเพิ่มขึ้น คือ มรรค 8 ถ้าเราเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในชีวิตให้น้อยลงหรือให้เป็นไปตามเงื่อนไขความจริงของอริยสัจ คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุ ตามปัจจัย มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ถือว่าเป็นผู้ที่มาตามกระแสแห่งการพ้นทุกข์แล้ว เราจะมีความทุกข์ลดลงมาก ความสุขชนิดที่เหนือกว่าสุขเวทนาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปัญหาในชีวิตประจำวันจะลดลงมาก ให้มี “สติ” พิจารณาว่าเราทุกข์เรื่องอะไร แล้วให้เราเอากฎเกณฑ์ของเรานั้นมาตั้งขึ้น แล้วท้าทายมันด้วยความจริง (อริยสัจ) ว่าจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ กฎเกณฑ์ที่ไม่เข้าท่าของเรานั้นก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องมีสติตั้งอยู่ในความจริง (อริยสัจ) เป็น “สัมมาทิฎฐิ” ซึ่งเป็นตัวกำจัด “มิจฉาทิฏฐิ” ได้ ให้ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ถ้าเรามีกฎเกณฑ์ความสุขในชีวิตมากเท่าไร เป็นไปตามกระแสของโลกมากเท่าไร ความทุกข์ของเราก็จะมากตามกระแสของโลกนั้น คือมีตัณหามาก ความทุกข์ก็มาก แต่ถ้าเรามีกฎเกณฑ์ความสุขในชีวิตน้อย คือ ไม่ต้องตามกระแสของตัณหา ความทุกข์ก็น้อย แต่ความสุขจะมีมาก ความสุขเกิดจากภายใน ไม่ใช่จากปัจจัยภายนอก เรามีความสุขได้ทันที ด้วยการตั้งจิตของเราใหม่ ให้มาตามทางมรรค 8

More episodes

View all episodes

  • 34. ความตาย VS การหลุดพ้น [6934-1u]

    55:08||Season 69, Ep. 34
    Q1: เหตุการณ์นักเรียนกราดยิงA: มีมุมมอง 2 กรณี(1) ต่อบุคคลในเหตุการณ์ = ต้องมีพรหมวิหาร 4 เวลาเห็นใครมีทุกข์ ต้องเห็นอกเห็นใจเขา นั่นคือ “กรุณา” จะระงับความคิดเบียดเบียดได้ ต้องมี “เมตตา” จะระงับความคิดอาฆาตได้ และต้องมี “อุเบกขา” จะระงับความเศร้าใจได้(2) ต่อสังคม = อย่าเหมารวมว่าเป็นเพราะเด็ก Gen Z แต่ให้แยกแยะว่าเป็นเพราะกระแสของกิเลสตัณหาทำให้ทำเรื่องผิดศีล ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยทวนกระแสของกิเลสตัณหาได้ เช่น การสำรวมอินทรีย์ Q2: พูดอวยฝ่ายหนึ่งแต่กระทบอีกฝ่ายหนึ่งA: ให้ยกย่องหรือติเตียนคนที่ควรและในเวลาที่ควร- คนพาล เป็นคนไม่ฉลาด มีการเพ่งโทษเป็นกำลัง - บัณฑิต เป็นคนฉลาดในการรู้สิ่งใดดีหรือไม่ดี มีการชี้โทษบอกทั้งข้อดีและข้อเสียของบุคคลนั้น ทำให้เกิดการพัฒนาได้- ในเวลาที่ควร = ถ้าจะติเตียนเพื่อให้เกิดการพัฒนา ให้พูดกับบุคคลนั้นต่อหน้าเพียงคนเดียว ถ้าจะชม ให้ดูสถานการณ์ว่าจะชมต่อหน้าหรือลับหลัง เป็นการส่วนตัวหรือต่อหน้าคนหมู่มากQ3: เชิญเฉพาะญาติไปงานมงคล งานอวมงคลA: เกิด แก่ เจ็บ ตาย บวช เป็นเทวทูต การจัดงานเหล่านี้เพื่อให้บุคคลร่วมกันอนุโมทนา ให้บุคคลได้ระลึกได้ว่าเห็นเทวทูตแล้วอยากสร้างบุญหรือทำความดี - ขึ้นอยู่กับเจ้าภาพว่าจะเชิญใครบ้าง อาจแจ้งให้ทราบว่าไม่อยากรบกวนบุคคลอื่น ขอให้ร่วมอนุโมทนาทางออนไลน์ก็ได้Q4: ความตาย VS การหลุดพ้นA: ผู้ที่ไม่กลัวความตาย เพราะนึกถึงความดีของตนได้- ถ้าเห็นได้ว่าชีวิตนี้คือกองทุกข์ ความตายทำให้หลุดพ้นจากกองทุกข์นี้ เป็นปัญญา ไปดี- ถ้ายังยึดถือในครอบครัวหรือทรัพย์สิน ยังไม่เห็นว่านั่นคือกองทุกข์ ยังไม่มีปัญญา ไปไม่ดี- มรณสติ = ความตายเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้ายังมีบาปอกุศลใด ให้รีบละ ถ้ามีความดีใด ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมนั้นและรักษาไว้ให้ดีQ5: ฆ่าตัวตาย VS ตายโดยธรรมชาติA: “การตาย” (มรณะ) ไม่เหมือนกับ “การดับทุกข์” (นิโรธ) - คนเราสามารถดับทุกข์ได้แม้ว่ายังไม่ตาย และการตายไม่ได้หมายความว่าจะดับทุกข์ได้- เมื่อตายไปแล้ว หากยังมีเหตุแห่งการเกิด ก็ต้องมาเกิดอีก และเมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องเจอความทุกข์อีกและต้องตายอีก ไม่มีจบ - ความตายจึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา- สำคัญคือ ก่อนตาย สามารถดับทุกข์หรือพ้นทุกข์ได้แล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีการและหนทางมีอยู่แล้ว คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ- ต้องดึงคนที่คิดจะฆ่าตัวตายไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ความคิดนั้นอ่อนกำลังลง- ถ้าทุกข์กาย อย่าให้จิตมีความทุกข์ไปตามกายที่มีความทุกข์นั้น ต้องแยกกายกับจิตให้ได้ โดยการฝึกจิตตามแนวศีล สมาธิ ปัญญาQ6: นิยามของบุญA: บุญ = ความสุข เกิดได้ทั้งจากการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจประชาสัมพันธ์งานวันบูรพาจารย์ - จัดขึ้นในวันที่ 30 ส.ค.69 - รายละเอียดเพิ่มเติม www.panya.org
  • 33. เปลี่ยนความเครียด ให้เป็นประโยชน์ [6933-1u]

    58:47||Season 69, Ep. 33
    ช่วงไต่ตามทาง: เห็นทุกข์ เห็นธรรม- เมื่อเจอเหตุการณ์เสี่ยงตาย เช่น โรคภัยไข้เจ็บ จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เช่น เลิกสูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ - จิตใจต้องมีอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ที่มีความแก่กล้า- ถ้ามีอินทรีย์ 5 แก่กล้ามาก ก็จะบรรลุธรรมได้เร็ว- การบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้า ต้องฝึกบ่อย ๆ- เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม เพราะทุกข์เป็นฐานที่ตั้งของศรัทธา ซึ่งเป็นที่ตั้งแรกของอินทรีย์ 5 และจะเข้าใจทุกข์ได้ ต้องมีปัญญา - ทุกข์ จึงเป็นตัวเชื่อมวงจรของอินทรีย์ 5 คือ ศรัทธาถึงปัญญา - ถ้ามองทุกข์ให้ดี จะทำให้เกิดการพัฒนาอินทรีย์ 5 ได้ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “เปลี่ยนความเครียด ให้เป็นประโยชน์”(1) รู้ตัวก่อนว่าเครียด = สังเกตตัวเอง เช่น ไปหาความสุขอย่างอื่นมาแทน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน มีอารมณ์โกรธ ร่างกายเกร็งหรือผิดปกติ(2) มีความเครียดแต่พอดี = มีความเพียรที่ไม่ยิ่งไม่หย่อนที่พอเสมอกัน (3) บูรณาการข้อ (1) และ (2)    (3.1) อยู่กับปัจจุบัน = ต้องมีสติ สังเกตความคิดและอารมณ์ ไม่เพลินไปในอดีตหรืออนาคต โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือให้เกิดสติ เมื่อมีสติมาก ๆ ก็จะพัฒนาเป็นสมาธิ   (3.2) ปรับสมดุลในจิต = สมาธิเป็นตัวปรับสมดุลในจิตใจได้ โดยใช้ปัญญาและศรัทธา พิจารณาทุกข์ที่เกิดขึ้น เห็นด้วยปัญญาว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยง เป็นธรรมดา เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเกิดศรัทธา วงจรของการพัฒนาอินทรีย์ 5 ก็จะเกิดขึ้น วนไป ๆ ทำให้อินทรีย์ 5 แก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ โดยสรุป:- อินทรีย์ 5 เป็นตัวบูรณาการให้เกิดการคลายเครียด เอาความเครียดมาใช้ให้เกิดการพัฒนาชีวิต ให้เห็นทุกข์ด้วยปัญญา พัฒนาอินทรีย์ให้มีความแก่กล้า ก็จะคลายเครียดไปในตัว เป็นการอยู่กับความเครียดแล้วได้ประโยชน์ ทั้งกับตนเองและผู้อื่น เป็นประโยชน์ทั้งในเวลาปัจจุบันและเวลาต่อ ๆ ไป เป็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งเป็นทักษะที่ฝึกได้
  • 32. เร่งความเพียร ช่วงเข้าพรรษา [6932-1u]

    57:36||Season 69, Ep. 32
    Q1: การจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษาA: การจำพรรษา = ในช่วงฤดูฝน 3 เดือน พระสงฆ์ต้องอยู่เป็นที่ ในบริเวณที่กำหนดเอาไว้ เช่น กำแพงวัด - เดินทางออกนอกบริเวณได้ แต่ต้องกลับมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้น เว้นแต่ธุระจำเป็น สามารถไปได้ไม่เกิน 7 วัน- ถ้าไม่แสวงหาที่จำพรรษาในช่วงเข้าพรรษา เป็นอาบัติ- ถ้าเข้า 6 กรณีนี้ เปลี่ยนที่จำพรรษาได้ แม้พรรษาขาดแต่ไม่เป็นอาบัติ ได้แก่ ถูกสัตว์ร้าย/โจรเบียดเบียน เสนาสนะถูกไฟไหม้/น้ำท่วม เกิดทุพภิกขภัย ขัดสนด้วยอาหาร มีหญิงเกลี่ยกล่อมให้สึก อาวาสนั้นสงฆ์จะแตกกัน - สถานที่ห้ามจำพรรษา เช่น ในตุ่ม โพรงไม้ กลางแจ้ง กลด บนกิ่งไม้ ไม่มีเสนาสนะ - สถานที่จำพรรษาได้ เช่น ในเรือ กองเกวียน คอกสัตว์- อานิสงส์ของการจำพรรษา เช่น สามารถเที่ยวจาริกไปได้โดยไม่ต้องบอกลา รับกฐินได้- ระหว่างจำพรรษา พระสงฆ์จะมีการทำความเพียรเพิ่มขึ้นมา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ เพิ่มขึ้น- ในช่วงเข้าพรรษานี้ ให้ท่านผู้ฟังมีข้อปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อเร่งทำความเพียร เช่น งดเหล้า ฝึกสวดมนต์ นั่งสมาธิ พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งมากขึ้นQ2: พระสงฆ์อยู่กุฏิเดียวกันA: อยู่ในกุฏิเดียวกัน 2-3 รูปได้ - แต่ต้องระวังเรื่องการรักษาผ้าครอง (ผ้าสำรับ 3 ผืน ที่ได้มาในวันบวช ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ) ต้องรักษาเอาไว้ในช่วงที่จะได้อรุณ (ตี4 ถึง 6 โมงเช้า) ผ้า 3 ผืนนั้นต้องอยู่ใกล้ตัวที่มือเอื้อมถึงQ3: สวดมนต์เพื่ออะไรA: การสวดมนต์ คือ การสาธยาย (สัชฌายะ) ท่องให้เหมือนต้นฉบับ นำคำของพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสไว้มาพูดซ้ำ (Recitation) ไม่ใช่การอ้อนวอนขอร้อง (Pray)- การสวดมนต์ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน - ถ้าเข้าใจความหมาย แล้วตรึกตรองพิจารณาและปฏิบัติตาม จะเกิดผลให้จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ ได้ลิ้มรสของธรรมะด้วยตนเองQ4: คนรุ่นใหม่ไม่นับถือศาสนาA: “ศาสนา” ในทางพระพุทธศาสนา = “คำสอน” ให้เอาเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ให้ยึดเป็นของตน (อุปาทาน) - ในชาตินี้ หากทำความดีตามศีล 5 ได้ ไปดีแน่นอน ตัวเราหรือคนอื่นติเตียนไม่ได้ เกิดความสบายใจ - แต่ถ้าไม่รักษาศีล 5 จะมีโทษ ตนเบียดเบียนตน คนอื่นติเตียน ถูกลงโทษ ตายแล้วตกนรก ชาติหน้าไปไม่ดีQ5: วิธีออกกำลังกายของพระA: ตามพระวินัย การเดินเป็นการออกกำลังกาย - ถ้ามีญาติโยมปวารณาเครื่องออกกำลังกายให้พระสงฆ์ ก็ไม่ผิด - ออกกำลังกายเพื่อคลายเวทนาของร่างกาย ไม่ให้ร่างกายเจ็บไข้ ป้องกันโรคภัย อันนี้ทำได้ และต้องมีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้เพลิดเพลินลุ่มหลงไปกับสิ่งที่กำลังทำอยู่- แต่ถ้าออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสวยงาม อันนี้ไม่ถูก Q6: ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลA: การเล่นพนัน เป็นอบายมุข แม้ไม่ผิดศีล แต่เป็นที่ตั้งของความประมาท เช่น ทำให้เป็นหนี้สิน ตามมาด้วยการโกหก ขโมยของ อกุศลธรรมหลายอย่างจะตามมา- การเล่นหวย เป็นการพนัน (อบายมุข) Q7: สมาทานศีลแล้ว แต่เผลอทำผิดศีล A: เป็นบาปน้อยกว่าการทำผิดศีลด้วยความจงใจ - ช่วงที่รักษาศีลได้ เป็นบุญ แต่ช่วงที่เผลอเพลิน ขาดสติสัมปชัญญะทำผิดศีล เป็นบาป- การผิดศีลทำให้เกิดความร้อนใจ ความรู้สึกผิดนี้เป็นหิริโอตัปปะ ละอายในบาปที่ทำลงไป ร้อนใจตอนนี้ ยังดีกว่าร้อนใจในภายหลัง และดีกว่าทำชั่วแล้วไม่ร้อนใจอะไรเลย
  • 31. พึ่งตน พึ่งธรรม ด้วยปัญญา [6931-1u]

    58:47||Season 69, Ep. 31
    ช่วงไต่ตามทาง:- ผู้ฟังท่านนี้ เมื่อตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยคณะวิศวะ มีรุ่นน้องคนหนึ่งสัญญากับแม่ไว้ว่าจะไม่ดื่มเหล้า แต่ถูกรุ่นพี่บอกให้ดื่มเหล้าเพื่อเป็นการให้เกียรติรุ่นพี่ รุ่นน้องคนนี้มีหิริโอตัปปะ ละอายต่อแม่ จึงเอาตัวรอดโดยการต่อรองขอเป็นคนชงเหล้าให้รุ่นพี่และดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่เหล้าแทน เหตุการณ์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี รุ่นน้องก็อยู่ในสังคมได้ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:- ตัวอย่างสมัยพุทธกาล กรณีโพธิราชกุมาร อยากมีบุตร นายจุลกาลและนายมหากาล ถูกใส่ความ นายฆฏิการะ ช่างปั้นหม้อ และพ่อของนางอุตตรา ยากจน - ทำกรรมอย่างไร ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ซึ่งจะให้ผลเป็นสุขหรือทุกข์ - การทำดีโดยอยากได้ความดีตอบ เป็น “ความอยาก” - การทำความดีโดยไม่ได้หวังสุขเวทนา แต่ทำไปเพื่อกำจัดความอยาก ความตระหนี่ อันนี้เป็น “ปัญญา” - คำสอนของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วย “ปัญญา” ต้องพิจารณาโดยแยบคาย ใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง ดังนี้(1) พิจารณาให้ได้ว่าการทำอะไรก็ตาม ให้หวังเอา “ปัญญา” ไม่ใช่หวังเอา “เวทนา” = การทำอะไรก็ตาม อย่าไปหวังให้สุขเวทนาเกิด ไม่อยากให้ทุกขเวทนาเกิด เพราะเป็นตัณหา (ความอยาก) ส่วนการทำอะไรแล้วได้ปัญญา ปัญญาจะเป็นตัวตัดความตระหนี่และความเข้าใจผิด ๆ ว่าทำอะไรแล้วจะต้องได้รับสุขเวทนา(2) พิจารณาให้ได้ระหว่าง “ตัณหา” (ความอยาก) กับ “ฉันทะ” (ความพอใจ) = การทำอะไรด้วยความอยากเป็นสิ่งไม่ดี แต่การทำด้วยความเพียร ด้วยฉันทะ ความพอใจ ตั้งจิตไว้อย่างแน่วแน่ เป็นหนึ่งในองค์ของอิทธิบาทสี่ ธรรมะแห่งความสำเร็จ(3) พิจารณาให้ได้ว่า การเอาความดีมาอ้างเพื่อทำความชั่ว เป็นสิ่งไม่ดี = เช่น พระเทวทัต ทำความดีเพื่อหวังลาภสักการะ, การพูดความจริงแต่เป็นการเสียดสีผู้อื่นทำให้เขาเสียใจ เป็นต้น หรือ บางคนไม่มีความดีบังหน้าแต่มีความดีซ่อนเอาไว้ เช่น พระปิลินทวัจฉะ ชอบเรียกคนอื่นว่าคนถ่อย แต่จริงแล้วท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีเทวดารัก(4) พิจารณาไปตลอด ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง = เพราะดีกลับเป็นไม่ดีได้ และไม่ดีอาจกลับเป็นดีในตอนหลังได้โดยสรุป:การใช้ปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง ไม่มองผิวเผิน และไม่มองเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งแต่ดูไปตลอด เป็นไปเพื่อไม่ให้อาสวะเกิดขึ้นที่จิตของเรา ให้พิจารณามาที่ตัวเราว่า ตัวเรามีกิจอะไรที่ต้องทำ ที่ต้องละ ต้องทำกิจของมรรค 8 ละสิ่งที่เป็นอกุศล ทำสิ่งที่เป็นกุศล เราจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของใคร แต่อยู่ที่ตัวเรา เราจึงต้องพึ่งตน พึ่งธรรม โดยใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญโดยแยบคายในลักษณะที่ไม่ให้อาสวะเกิดขึ้น ด้วยการฟังธรรม การศึกษาธรรม ปัญญาก็จะแจ่มแจ้งขึ้น
  • 30. บาปกรรม ของการขับรถชนพระ/ทุจริตสอบ/เจ้ามือการพนัน [6930-1u]

    56:15||Season 69, Ep. 30
    Q1: ทุจริตสอบA: การทุจริตสอบ = โกหก = ผิดศีล 5- ถ้ากิเลสลดลง ความคิดที่จะโกง ก็จะไม่มี- เมื่อเห็นคนอื่นทำไม่ดี อย่าไปทำตามเขา แต่ให้เราทำความดี ความดีที่เราทำ จะมีอิทธิพลให้คนอื่นเกิดความละอายใจและเกรงกลัวต่อบาปได้- ระดับความละอายใจ (1) ตนเตือนตน (2) คนใกล้ชิดเตือน (3) มหาชนเตือน (4) ติดคุก (5) ตกนรก- ให้มองการณ์ไกล อย่ามองแต่ความสุขเฉพาะหน้า ก่อนคิดทำความชั่ว ให้กลัวผลที่จะได้รับทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้ไม่มีใครรู้ แต่จะเป็นตราบาปในใจ- หิริโอตัปปะ เป็นธรรมคุ้มครองโลก- คนฉลาดจะแยกแยะได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว แล้วเลือกทำสิ่งที่ดี คนชั่วต่างหากที่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว แล้ว ยังเลือกทำสิ่งที่ชั่ว นั่นคือคนพาล Q2: ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้ขนยาเสพติดA: ถ้าไม่มีเจตนา บาปในใจ จะไม่มี- มงคลสูตรข้อแรก คือ ไม่คบคนพาล - ต้องพัฒนาปัญญาของตนเอง ให้แยกแยะคนดีคนชั่วได้Q3: เด็กพิเศษขับรถชนพระA: บาปมากน้อย ขึ้นอยู่กับแรงของเจตนาและคุณของผู้ที่ถูกประทุษร้าย- แรงของเจตนา = เปรียบกับความหนักของรอยกรีดบนน้ำ บนทราย บนหิน - คุณของผู้ที่ถูกประทุษร้าย = ถ้ามีคุณต่อตนมาก ก็บาปมาก ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ ก็บาปมาก ถ้าเป็นผู้มีศีล สมาธิ ปัญญามาก ก็บาปมาก- ให้ตั้งตนไว้ในความไม่ประมาท ความตายอยู่ใกล้มาก ให้รีบทำความดี จะได้อยู่ผาสุกได้Q4: พระไทยไม่เรียนวิทยายุทธเหมือนพระจีน A: พุทธศาสนามี 3 นิกาย (1) เถรวาท (ไทย พม่า ศรีลังกา) = เน้นตามพระไตรปิฎก หมายเอาท่านพระเถระมหากัสสปะ ตอนที่อยู่ในถ้ำสัตตบรรณคูหา ที่ไม่แก้สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหลัก(2) มหายาน (จีน เวียดนาม ไต้หวัน) = ในยุคก่อนต้องมีการปรับตัว จึงต้องเรียนวิทยายุทธ(3) วชิรญาณ (ธิเบต ภูฏาน) = มีคาถามนตรา- นักวิชาการเป็นคนแยกแยะนิกาย โดยดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น - การแก้สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความต่างกัน- โจรที่แท้จริง คือ กิเลส - การปฏิบัติธรรมตามมรรค 8 และการฝึกพลังจิต พลังสมาธิ พลังปัญญา เป็นวิทยายุทธภายใน ป้องกันโจรในภายในได้Q5: เจ้ามือการพนัน ให้เช่าที่ขายลอตเตอรี่A: เงิน เปรียบเหมือนงูพิษ ไม่ว่าจะเป็นเงินขาว เงินเทา เงินดำ ถ้าไม่ระวังจะตกเป็นทาสของเงิน- ดวงอยู่ที่การกระทำ ถ้าทำดี ดวงแข็ง ถ้าทำไม่ดี ดวงอ่อน- การพนัน เป็น 1 ในอบายมุข 6 เจ้ามือการพนัน จึงดวงตกทุกวัน - บัญชีบุญ-บัญชีบาป แยกกัน- ความดีช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ เปรียบเหมือนเกลือ (ความชั่ว) น้ำ (ความดี) และความเค็มของน้ำ (ผลของบาป) แต่ลบล้างความดีความชั่วกันไม่ได้Q6: ทำตามที่สาบานไม่ได้A: สาบาน = สัญญา - ให้ไปต่อรองข้อสัญญาใหม่เป็นอย่างอื่น ที่คิดว่าจะชดเชยกันได้ เพื่อความสบายใจของเรา     - เปลี่ยนการบน/สาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนจากเรา แล้วตั้งจิตอธิษฐาน คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าในการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ด้วยการสร้างเหตุตามเงื่อนไขปัจจัยให้สมบูรณ์ ในช่วงเวลาหนึ่งQ7: พูดไม่จริงแต่ไม่เดือดร้อนใครA: เป็นโมหะ เพราะไม่รู้ตัวว่าตนเป็นในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่พูด- โมหะ (ทางใจ) การพูดไม่จริง (ทางวาจา) การกระทำที่แสดงออกมา (ทางกาย) เป็นบาป- ต้องมีกัลยาณมิตรมาชี้โทษ = ผู้ชี้ขุมทรัพย์
  • 29. เพิ่มประสิทธิภาพงาน ด้วยสันโดษ [6929-1u]

    56:54||Season 69, Ep. 29
    ช่วงไต่ตามทาง: เล่นโทรศัพท์มากเกินไปA: ผู้ฟังท่านนี้ใช้เวลาไปกับการเล่นโทรศัพท์มากเกินไป จึงแก้ไขด้วยการแบ่งเวลาทำงานกับการเล่นโทรศัพท์ให้ชัดเจน หรือปิดโทรศัพท์แล้วไปทำอย่างอื่น เช่น ไปหลีกเร้นช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: เพิ่มประสิทธิภาพงาน ด้วยสันโดษวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีดังนี้1. ทำความเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้อง- “สันโดษ” หมายถึง ความพอใจ ความยินดีตามมีตามได้ในสิ่งที่เรามี - พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้มีทั้งสันโดษและไม่สันโดษ ให้สันโดษ (รู้จักอิ่มจักพอ) = ในปัจจัยสี่ สิ่งของภายนอก กาม ไม่สันโดษ (ไม่รู้จักอิ่มจักพอ) = ในกุศลธรรมทั้งหลาย เช่น อิทธิบาท 4- เมื่อมีความเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้องแล้ว จะสามารถแยกแยะเรื่องอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้2. เจริญอิทธิบาท 4  (1) ฉันทะ = มีความพอใจในการทำงาน  (2) วิริยะ = ความเพียร ความอุตสาหะ  (3) จิตตะ = ความเอาใจใส่ จดจ่อ  (4) วิมังสา = การไตร่ตรองพิจารณาทดลองค้นคว้า- ประสิทธิภาพในงานจะเกิดขึ้นตรงที่มีสมาธิจดจ่อ การเจริญอิทธิบาท 4 ข้อใดข้อหนึ่ง สามารถเป็นฐานให้เกิดสมาธิได้ เมื่อจิตเกิดสมาธิแล้วก็จะสามารถทำงานนั้นให้สำเร็จได้ 3. ความคงไว้ซึ่งสมาธิ  - สมาธิเป็นจุดสำคัญ ในการจะทำอะไรก็ตามให้เกิดความสำเร็จ สมาธิไม่จำเป็นต้องอยู่ในอิริยาบถนั่งหลับตา- “สติ” เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิ จึงต้องทำให้สติมีกำลัง เพื่อให้สมาธิไม่เสื่อม- “นิวรณ์ 5” เป็นเครื่องกั้น เครื่องขวาง การมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จ นิวรณ์ 5 เกิดขึ้นตรงไหน สมาธิตรงนั้นจะเสื่อมทันที ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จึงต้องละนิวรณ์ 5 อันได้แก่ (1) กามฉันทะ = ความพอใจในกาม สิ่งของภายนอก (2) พยาบาท = ความคิดอาฆาต ปองร้าย ให้เขาได้ไม่ดี (3) ถีนมิทธะ = ความง่วงซึม ความหดหู่ ท้อแท้ท้อถอย (4) อุทธัจจกุกกุจจะ = ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ วิตกวิจารณ์ (5) วิจิกิจฉา = ความเคลือบแคลง ไม่ลงใจ4. ลดความเครียดในการทำงาน - วิธีสังเกตว่ามีความเครียดในการทำงาน คือ มีนิวรณ์ 5 เกิดขึ้น- วิธีคลายความเครียด เช่น เปลี่ยนอิริยาบถ พักผ่อนสายตา ออกกำลังกาย สวดมนต์ นอน เดิน - วิธีที่ไม่ใช่การคลายความเครียด คือ ไปหากาม เช่น การเล่นโทรศัพท์  - “การเจริญฉันทะเพื่อละฉันทะ” คือ การนำธรรมฉันทะมาเพื่อละกามฉันทะ - เราต้องมีวิธีการลด ละความเครียดในการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยสรุป: “ทุกคนมีศักยภาพในการทำงานให้สำเร็จและสามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาใช้ได้ โดยต้องเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้อง เจริญอิทธิบาท 4 คงไว้ซึ่งสมาธิ และลดความเครียดในการทำงาน ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้”