{"version":"1.0","type":"rich","provider_name":"Acast","provider_url":"https://acast.com","height":250,"width":700,"html":"<iframe src=\"https://embed.acast.com/$/63760a658c890a00102a0b39/68b6f5f9093397eb05d6f485?\" frameBorder=\"0\" width=\"700\" height=\"250\"></iframe>","title":"อาวาสิกธรรม [6836-3d]","description":"<p><strong>อาวาสิโก </strong>คือผู้อยู่ประจำอาวาส<strong> </strong>ภิกษุผู้อยู่ประจำอาวาส และอีกหนึ่งนัยยะ อาวาสิโก ยังหมายถึงเจ้าอาวาส ซึ่งในภาษาไทยได้นำมาใช้ในบริบทที่ว่าคือผู้นำผู้ปกครองของวัดนั้น&nbsp;</p><p><strong>อาวาสิกธรรม </strong>คือธรรมของผู้ที่อยู่ประจำถิ่น เป็นหลักธรรมของภิกษุผู้อยู่ประจำอาวาส การอยู่ประจำอาวาสอย่างไรที่จะทำให้ดีให้งาม ให้มีการเกิดประโยชน์เกิดบุญที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ไปดีได้ในภพต่อๆไป ในตอนนี้ได้รวบรวมเนื้อหามาสรุปให้เป็นกลุ่ม โดยแบ่งตามคุณธรรมของผู้อยู่ประจำถิ่น ดังนี้</p><p><strong>กลุ่มที่1</strong> เป็นผู้มี ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติดังนี้</p><p><strong>1)</strong>ถึงพร้อมด้วยมารยาทและวัตร&nbsp;</p><p><strong>2)</strong>เป็นพหูสูต ทรงความรู้&nbsp;</p><p><strong>3)</strong>เป็นผู้ยินดีในการขัดเกลากิเลส ยินดีในความสงบ ยินดีในการที่จะไม่คลุกคลี&nbsp;</p><p><strong>4)</strong>มีปัญญา เฉลียวฉลาดเห็นความเกิดขึ้นและดับไปอย่างแยบคายในการปฏิบัติ&nbsp;</p><p><strong>5)</strong>แคล่วคล่องในการเข้า-ออกฌานทั้ง4</p><p><strong>6)</strong>สามารถใช้ปัญญาและสมาธิที่มีนั้นในการที่จะบรรลุธรรม</p><p><strong>กลุ่มที่2</strong> เป็นผู้มีสัมมาวาจา ดังนี้</p><p><strong>1)</strong>มีกัลยาณวาจาคือวาจางาม รู้จักพูด รู้จักเจรจาให้เป็นผลดี&nbsp;</p><p><strong>2)</strong>สามารถกล่าวธรรมะให้ผู้มาหาเห็นแจ่มชัด ยอมรับไปปฏิบัติ เร้าใจให้แกล้วกล้า และเบิกบานใจ</p><p><strong>กลุ่มที่3</strong> เป็นผู้ทำการงานดี ดังนี้</p><p><strong>1)</strong>รู้จักปฏิสังขรณ์เสนาสนะสิ่งของที่ชำรุดหักพัง&nbsp;ตามเหตุตามปัจจัย</p><p><strong>กลุ่มที่4</strong> เป็นผู้จักปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้าง ดังนี้</p><p><strong>1)</strong>ชักนำคฤหัสถ์ให้ถือปฏิบัติในอธิศีล&nbsp;</p><p><strong>2)</strong>ยังคฤหัสถ์ให้ตั้งอยู่ในธรรมทัศนะ คือรู้เห็นเข้าใจธรรม</p><p><strong>3)</strong>ไปเยี่ยมให้สติคนเจ็บไข้</p><p><strong>4)</strong>เมื่อมีสงฆ์หมู่ใหญ่มาจากต่างถิ่น ขวนขวายบอกชาวบ้านผู้ปวารณาไว้ให้มาทำบุญ</p><p><strong>5)</strong>เมื่อรับทานใดๆมาแล้ว จะเลวหรือดี ก็ใช้ด้วยตนเอง ไม่ยังศรัทธาให้ตกไป</p><p><strong>กลุ่มที่5</strong> เป็นผู้รู้จักยกย่องหรือติเตียน ดังนี้</p><p><strong>1)</strong>พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงกล่าวตำหนิติเตียนบุคคลที่ควรตำหนิติเตียน</p><p><strong>2)</strong>พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงกล่าวยกย่องสรรเสริญบุคคลที่ควรยกย่องสรรเสริญ</p><p><strong>3)</strong>พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงแสดงความไม่เลื่อมใส ในฐานะอันไม่ควรเลื่อมใส</p><p><strong>4)</strong>พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงแสดงความเลื่อมใส ในฐานะอันควรเลื่อมใส</p><p><strong>กลุ่มที่6</strong> เป็นผู้ไม่มีความตระหนี่ ดังนี้</p><p><strong>1)</strong>ไม่ตระหนี่หวงแหนที่อยู่อาศัย&nbsp;</p><p><strong>2)</strong>ไม่ตระหนี่หวงแหนตระกูลอุปฐาก&nbsp;</p><p><strong>3)</strong>ไม่ตระหนี่หวงแหนลาภ</p><p><strong>4)</strong>ไม่ตระหนี่วรรณะคือหวงคุณความดีไม่อยากให้เขาได้ดี</p><p><strong>5)</strong>ไม่ตระหนี่ธรรมะคือหวงวิชาความรู้ไม่ยอมสอนใคร</p>","author_name":"ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana"}