{"version":"1.0","type":"rich","provider_name":"Acast","provider_url":"https://acast.com","height":250,"width":700,"html":"<iframe src=\"https://embed.acast.com/$/637609d5c54c93001104ab43/6aa46c90ff74edfd0089c5ff?\" frameBorder=\"0\" width=\"700\" height=\"250\"></iframe>","title":"อกุศลพึงละด้วยปัญญา [6937-6t]","description":"<p>หมวดธรรม 10 ประการใน <strong>มหาวรรค</strong> หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่</p><p><br></p><p><strong>ข้อที่ 21 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท </strong>พระสูตรนี้เน้นย้ำถึงกำลังญาณ10 ประการ (ทศพลญาณ) ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักร (กงล้อแห่งธรรม) ในบริษัททั้งหลาย ได้แก่</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><ol><li><strong>ฐานาฐานญาณ: </strong>รู้จักสิ่งที่เป็นไปได้ (ฐานะ) และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (อฐานะ) ตามเหตุปัจจัย</li><li><strong>กัมมวิปากญาณ</strong>: รู้จักผลของกรรม ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างแม่นยำ</li><li><strong>สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ: </strong>รู้จักทางปฏิบัติที่นำไปสู่สุคติ ทุคติ หรือพระนิพพาน</li><li><strong>นานาธาตุญาณ: </strong>รู้จักอัธยาศัยและองค์ประกอบที่แตกต่างกันของโลกและสิ่งมีชีวิต (ธาตุต่างๆ)</li><li><strong>นานาธิมุตติกญาณ</strong>: รู้จักอธิมุติ คือความน้อมใจเชื่อและความสนใจที่แตกต่างกันของสัตว์ทั้งหลาย</li><li><strong>อินทริยปโรปริยัตตญาณ: </strong>รู้จักความหย่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ของผู้อื่น</li><li><strong>ฌานาทิสังกิเลสาทิญาน</strong>: รู้จักความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกจากฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ</li><li><strong>ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ: </strong>ระลึกชาติในอดีตได้หลากหลายระลึกชาติไม่สิ้นสุด</li><li><strong>จุตูปปาตญาณ: </strong>รู้เห็นการจุติ (ตาย) และอุบัติ (เกิด) ของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม</li><li><strong>อาสวักขยญาณ: </strong>รู้จักความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย บรรลุเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะในปัจจุบัน</li></ol><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 22 อธิมุตติปทสูตร ว่าด้วยอธิมุตติบท </strong>พระผู้มีพระภาคทรงตรัสถึง <strong>\"ตถาคตพละ 10 ประการ\"</strong> (ดูข้อธรรมใน <strong>สีหนาทสูตร</strong>) ซึ่งเป็นกำลังที่ทำให้พระองค์ทรงปฏิญญาฐานะที่องอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักรในบริษัททั้งหลายได้ โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับชื่อพระสูตรนี้โดยตรงคือ กำลังญาณในการรู้ชัดถึง <strong>\"อธิมุตติ\"</strong> (การหยั่งรู้อัธยาศัย) ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 23 กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย </strong>พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจำแนกธรรมที่พึงละออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้</p><p><br></p><p><br></p><ul><li><strong>ธรรมที่พึงละทางกาย แต่มิใช่ทางวาจา:</strong> การละ \"กายทุจริต\" (ทุศีล)</li><li><strong>ธรรมที่พึงละทางวาจา แต่มิใช่ทางกาย: </strong>การละ \"วจีทุจริต\"</li><li><strong>ธรรมที่บุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้: </strong>กิเลสภายในจิตใจที่ผู้ปฏิบัติต้องใช้ปัญญาภายในของตนเองเข้าไปเพ่งพินิจ เห็นตามความเป็นจริง (รู้แจ้งด้วยปัญญา) จนกระทั่งจิตตัดละกิเลสเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง</li></ul><p><br></p><p><strong>กิเลสภายในจิตใจ 10 ประการ </strong>ได้แก่</p><p><strong>1.&nbsp;โลภะ </strong>– ความโลภ ความอยากได้</p><p><strong>2.&nbsp;โทสะ </strong>– ความโกรธ ความคิดประทุษร้าย</p><p>3.&nbsp;<strong>โมหะ </strong>– ความหลง ความไม่รู้จริง (อวิชชา)</p><p><strong>4.&nbsp;โกธะ </strong>– ความโกรธ ความขัดเคืองใจ</p><p>5.&nbsp;<strong>อุปนาหะ </strong>– ความผูกโกรธ การเก็บความโกรธไว้ฝังลึก</p><p><strong>6.มักขะ </strong>– ความลบหลู่คุณท่าน การแกล้งทำลายคุณความดีของผู้อื่น</p><p><strong>7.&nbsp;ปฬาสะ </strong>– ความตีเสมอ การยกตนเทียมท่าน ไม่ยอมอ่อนน้อม</p><p><strong>8.&nbsp;มัจฉริยะ </strong>– ความตระหนี่ หวงแหน</p><p>9.&nbsp;<strong>อิสสาอันชั่วช้า </strong>– ความริษยา</p><p>10.&nbsp;<strong>ปาปิจฉตา </strong>– ความปรารถนาลามก การโอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน</p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>ข้อที่ 24 มหาจุนทสูตร ว่าด้วยพระมหาจุนทะ </strong>มีสาระสำคัญ 2 ส่วนหลัก คือ การละกิเลสทางปัญญา และ ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันของนักปฏิบัติธรรม</p><p><br></p><ul><li>ข้อปฏิบัติในการละกิเลส 10 ประการด้วยปัญญา (ดูจาก <strong>กายสูตร</strong>) ท่านพระมหาจุนทะระบุว่า <em>\"ความปรารถนาอันชั่วช้าและกิเลสทั้งหลาย บุคคลจะละทางกายหรือทางวาจาก็ไม่ได้ แต่ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ หากใครก็ตามประกาศตนว่าเป็นผู้รู้ธรรม (ธรรมวาที) หรือเป็นผู้ฝึกฝนตนเองมาดีแล้ว (ศีลบ่มครบบริบูรณ์) แต่ยังคงถูกกิเลสทั้ง 10 ข้อนี้ครอบงำอยู่ ย่อมถือว่าเป็นการประกาศที่ไม่เป็นความจริง\"</em></li><li>ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน (ภิกษุผู้เจริญฌาน vs ภิกษุผู้ประกอบธรรม) ต้องไม่ลบหลู่รุกราน หรือเพ่งโทษกันและกัน ควรมีความเข้าใจอันดีต่อกัน ควรสรรเสริญกันและกัน</li></ul><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค</p>","author_name":"ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana"}