{"version":"1.0","type":"rich","provider_name":"Acast","provider_url":"https://acast.com","height":250,"width":700,"html":"<iframe src=\"https://embed.acast.com/$/637609d5c54c93001104ab43/6a629f144fac21e67fd2580a?\" frameBorder=\"0\" width=\"700\" height=\"250\"></iframe>","title":"สัญญาต่อเนื่อง ณ พระนิพพาน [6930-6t]","description":"<p>หมวดธรรม 10 ประการใน <strong>อานิสังสวรรค</strong> หมวดว่าด้วยอานิสงส์</p><p><br></p><p>ข้อที่ 6-7 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกต่างกันที่คู่สนทนา</p><p><br></p><p><strong>ข้อที่ 6 สมาธิสูตร ว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ</strong> การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงภาวะสมาธิขั้นสูงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ <strong>“ไม่มีสัญญาในสิ่งใด แต่ก็ยังคงมีสัญญา” </strong>(ปล่อยวางสัญญา แต่ไม่ทิ้งความรู้ตัว)</p><p><br></p><ul><li><strong>ไม่มีสัญญาในสิ่งใด: </strong>จิตไม่ยึดถือหรือปรุงแต่งในธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม), อรูปฌาน ๔ และโลกนี้หรือโลกหน้า</li><li><strong>แต่ก็ยังคงมีสัญญา: </strong>จิตไม่ได้เลื่อนลอยหรือดับสูญ แต่ปักมั่นรับรู้เพียงสภาวะเดียว คือ ความสงบ ระงับ สละคืนกิเลส และความสิ้นตัณหา</li></ul><p><em>*สมาธิระดับนี้คือ </em><strong><em>ผลสมาบัติ</em></strong><em> อันเป็นสมาธิที่ไม่ยึดเหนี่ยวอารมณ์ทางรูปและอรูปใดๆ ในโลก แต่ปักมั่นอยู่ ณ สภาวะ(สัญญา)แห่งความดับกิเลสและความสงบเย็นของพระนิพพานเพียงอย่างเดียว</em></p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 7 สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรตอบปัญหาพระอานนท์</strong> การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสารีบุตร ถึงเรื่อง “สมาธิที่ไม่อิงอาศัยสัญญา แต่ยังคงมีสัญญาอยู่” (หมวดธรรมคล้าย <strong>สมาธิสูตร</strong>) ซึ่งพระสารีบุตรได้เน้นอาการของสัญญาที่รับรู้ว่า<strong> \"ความดับภพเป็นนิพพาน\" </strong>ที่เกิด-ดับสืบต่อกันคล้ายเปลวไฟ</p><p>&nbsp;</p><p>ขัอที่ 8-10 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกกันบางประการตามชื่อพระสูตร</p><p><br></p><p><strong>ข้อที่ 8 ฌานสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีฌาน</strong> เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย \"คุณสมบัติ 10 ประการที่ทำภิกษุให้เป็นผู้บริบูรณ์รอบด้าน\" โดยพระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุสำรวจตนเอง หากยังขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ให้เร่งบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ เพื่อความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 9 สันตวิโมกขสูตร ว่าด้วยสันตวิโมกข์</strong> เน้นมาที่การน้อมจิตเข้าสู่ความวิเวกภายใน จนสามารถ \"สัมผัสความหลุดพ้นอันสงบระงับ\" เหนือสภาวะปรุงแต่ง และต่อยอดไปสู่การกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 10 วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา </strong>พระสูตรนี้เน้นที่ <strong>\"วิชชา\"</strong> อันเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่เข้าทำลายอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อปัญญารู้แจ้ง (วิชชา) ทำงานร่วมกับจิตที่ตั้งมั่น สังขารธรรมทั้งปวงจึงถูกถอดถอน นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอย่างเด็ดขาด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 11 เสนาสนสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของเสนาสนะ </strong>เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง \"เสนาสนะที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม\" ร่วมกับ \"คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติ\" เพื่อให้สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ (เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ) ได้ในเวลาไม่นาน</p><p><em>*เมื่อ \"ผู้ปฏิบัติที่มีความพร้อม\" ได้ประจวบเหมาะกับ \"สัปปายะ (สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย)\" การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ย่อมสำเร็จได้โดยง่ายและรวดเร็ว</em></p><p><strong>&nbsp;</strong></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค นาถกรณวรรค</p>","author_name":"ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana"}