{"version":"1.0","type":"rich","provider_name":"Acast","provider_url":"https://acast.com","height":250,"width":700,"html":"<iframe src=\"https://embed.acast.com/$/637609d5c54c93001104ab43/6943f84fffa288bdbb8b0187?\" frameBorder=\"0\" width=\"700\" height=\"250\"></iframe>","title":"ว่าด้วยศีล [6851-6t]","description":"<p>หมวดธรรม 4 ประการ ใน ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล</p><p><br></p><p><strong>ข้อที่ 131 สังโยชนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้ </strong>กล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท ที่จำแนกตามความสามารถในการละสังโยชน์ 3 ลักษณะ ได้แก่</p><p>1.&nbsp;สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ และพยาบาท</p><p>2.&nbsp;สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิด (กิเลสที่ทำให้ต้องมีการอุบัติขึ้นในภพ)</p><p>3.&nbsp;สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพ (กิเลสที่ผูกติดอยู่กับภพ)</p><p><br></p><p>นำมาจำแนกบุคคลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่</p><p>1.&nbsp;บุคคลผู้ที่ยังละทั้ง 3 ข้อไม่ได้: ปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี</p><p>2.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ที่จะไปเกิดในอกนิฏฐภพ</p><p>3.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น</p><p>4.&nbsp;บุคคลผู้ที่ละได้หมด: พระอรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 132 ปฏิภาณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง</strong> กล่าวถึงบุคคล4 จำพวกในการตอบธรรมะ คือ </p><p>1. ตอบถูกแต่ช้า</p><p>2. ตอบเร็วแต่ไม่ถูก</p><p>3. ตอบถูกและเร็ว</p><p>4. ตอบไม่ถูกและไม่เร็ว</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>133 อุคฆฏิตัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก ได้แก่</p><p>1.&nbsp;<strong>อุคฆฏิตัญญู</strong> (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน): มีปัญญามาก เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมก็เข้าใจได้ทันที.</p><p>2.&nbsp;<strong>วิปจิตัญญู</strong> (ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่ออธิบาย): มีปัญญารองลงมา ต้องฟังคำอธิบายขยายความจึงจะเข้าใจ.</p><p>3.&nbsp;<strong>เนยยะ</strong> (ผู้พอจะแนะนำได้): ต้องพากเพียรเรียนรู้ เล่าเรียน จึงจะเข้าใจธรรมได้.</p><p>4.&nbsp;<strong>ปทปรมะ</strong> (ผู้ที่รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ): บุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>134 อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยมี 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวแปร ได้แก่&nbsp;</p><p>1. ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร (ผลแห่งกรรมในปัจจุบัน)&nbsp;</p><p>2. ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม (ผลแห่งกรรมในกาลก่อน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>135 สาวัชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ</strong> โดยการนำเอา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษมาเป็นตัวแปรในบุคคล 4 จำพวก ได้แก่</p><p>1. บุคคลผู้มีแต่โทษ: คนพาล</p><p>2. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก: กัลยาณปุถุชน</p><p>3. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย: โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี4</p><p>4. บุคคลผู้ไม่มีโทษ: อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 136 ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑</strong> กล่าวถึงความบริบูรณ์ของศีล สมาธิ และปัญญาในบุคคล 4 จำพวก คือ</p><p>1.&nbsp;ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: ปุถุชน</p><p>2.&nbsp;บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: โสดาบัน สกทาคามี</p><p>3.&nbsp;บำเพ็ญศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์: อนาคามี</p><p>4.&nbsp;บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: อรหันต์</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>137 ทุติยสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒</strong> กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยการเคารพในศีล สมาธิ และปัญญามาเป็นตัวแปร</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 138 นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก</strong> การจำแนกบุคคล 4 จำพวกตามการ “ออก” จากกิเลส คือ</p><p>1.&nbsp;กายออกแต่จิตยังไม่ออก (อยู่ป่า คืออาศัยเสนาสนะเงียบสงัด แต่ยังคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>2.&nbsp;กายยังไม่ออกแต่จิตออก (ไม่อยู่ป่า แต่ไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>3.&nbsp;กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (ไม่อยู่ป่า แต่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>4.&nbsp;กายออกจิตออก (อยู่ป่า และไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่</strong> <strong>139 ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยธรรมกถึก</strong> ได้แบ่งธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการสอนและผู้ฟัง ดังนี้</p><p>1.&nbsp;กล่าวธรรมน้อย และไม่ประกอบด้วยประโยชน์: ทั้งผู้สอนและผู้ฟังไม่ฉลาดในประโยชน์</p><p>2.&nbsp;กล่าวธรรมน้อย แต่ประกอบด้วยประโยชน์: ผู้สอนกล่าวสิ่งที่มีสาระ และผู้ฟังเป็นผู้ฉลาด</p><p>3.&nbsp;กล่าวธรรมมาก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวมากแต่หาสาระไม่ได้ และผู้ฟังไม่ฉลาด</p><p>4.&nbsp;กล่าวธรรมมาก และประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวธรรมได้ละเอียดลึกซึ้งและมีสาระยิ่ง และผู้ฟังก็เป็นผู้ฉลาด</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ข้อที่ 140 วาทีสูตร ว่าด้วยนักพูด</strong> กล่าวถึงนักพูด 4 จำพวก โดยการนำเอาความจนหรือไม่จนใน <strong>อรรถ</strong> (เนื้อหา/ความหมาย) และ <strong>พยัญชนะ</strong> (รูปแบบ/ถ้อยคำ) เป็นตัวแปรมาจับคู่กัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่านักพูดผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา 4 ประการจะพึงจนทั้งด้านอรรถหรือด้านพยัญชนะ</p><p><em>&nbsp;</em></p><p>พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุคคลวรรค</p>","author_name":"ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana"}