{"version":"1.0","type":"rich","provider_name":"Acast","provider_url":"https://acast.com","height":250,"width":700,"html":"<iframe src=\"https://embed.acast.com/$/637503c280c859001151a303/637503c780c859001151a483?\" frameBorder=\"0\" width=\"700\" height=\"250\"></iframe>","title":"เตวิชชสูตร 6313-4s","thumbnail_width":200,"thumbnail_height":200,"thumbnail_url":"https://open-images.acast.com/shows/637503c280c859001151a303/637503c780c859001151a483.jpg?height=200","description":"<p>เตวิชชสูตร&nbsp;ว่าด้วยเรื่องไตรเพท&nbsp;ณ หมู่บ้านมนสากฏะ แคว้นโกศล ปรารภวาเสฏฐะและภารทวาชมาณพได้สนทนากันถึงเรื่อง&nbsp;ทางและไม่ใช่ทางที่จะไปสู่ความเป็นผู้สหายกับพรหมได้&nbsp;โดยคำกล่าวอ้างที่แตกต่างกันระหว่างของ โปกขรสาติพราหมณ์ กับ ตารุกขพราหมณ์ จึงเกิดการถกเถียงกัน เป็นเหตุให้พากันไปเข้าเฝ้าทูลถามฯ&nbsp;พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้อย่างน่าสนใจมาก จนมานพทั้งสองแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต&nbsp;</p><p>โดยเนื้อหาในพระสูตรนี้ แบ่งออกเป็น 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ความเป็นวาทะที่เลื่อนลอยของพราหมณ์ผู้ได้ไตรเพท และวิธีการที่จะไปอยู่กับพรหม เป็นเรื่องราวเริ่มตั้งแต่การประมวลพรหมจรรย์ตลอดสาย จนถึงการที่สามารถละนิวรณ์ได้ จิตเป็นสมาธิแล้ว และให้ตั้งอยู่ใน พรหมวิหาร 4&nbsp;ซึ่งจะเป็นเครื่องที่ทำให้ไปอยู่กับพรหมได้</p><p>เตวิชชสูตร ทรงแสดงทางไปพรหมโลก</p><p><br></p><p>[๕๕๔] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วาเสฏฐะ เธอเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร คนที่เติบโตมาในหมู่บ้านมนสากฏะนี้ เมื่อถูกถามถึงทางไปหมู่บ้านมนสากฏะที่เขาเพิ่งจะออกมา มีหรือที่เขาจะชักช้าหรือรีรออยู่”</p><p>เขาทูลตอบว่า “ไม่ชักช้าหรือรีรอเลย ท่านพระโคดม เพราะเขาเติบโตมาในหมู่บ้านมนสากฏะ จึงรู้หนทางในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี”</p><p>พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วาเสฏฐะ ผู้ที่เติบโตมาในหมู่บ้านมนสากฏะ ถูกถามถึงทางไปหมู่บ้านนั้นก็ยังอาจจะชักช้าหรือรีรออยู่บ้าง แต่ (เรา) ตถาคตถูกถามถึงพรหมโลกหรือข้อปฏิบัติที่พาไปพรหมโลก จะไม่ชักช้าหรือรีรอเลย เพราะเรารู้จักพรหมโลกและข้อปฏิบัติที่พาไปพรหมโลก อีกทั้งรู้ว่า พรหมปฏิบัติอย่างไรจึงได้เข้าถึงพรหมโลก”</p><p>…</p><p>[๕๕๖]พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วาเสฏฐะ ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ เป็น พระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบ ฯลฯ ภิกษุชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นอย่างนี้แล ฯลฯ เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ที่ตนละได้แล้วย่อมเกิดความเบิกบานใจ เมื่อเบิกบานใจก็ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบย่อมได้รับความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อม ตั้งมั่น ภิกษุนั้นมีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิต อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ วาเสฏฐะ กรรมที่ทำพอประมาณในเมตตาเจโตวิมุตติที่บุคคลอบรมแล้ว อย่างนี้จะไม่เหลืออยู่ในรูปาวจรและอรูปาวจร เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้แข็งแรงพึงให้ผู้อื่นได้ยินตลอดทั้ง ๔ ทิศได้โดยไม่ยาก วาเสฏฐะ นี้แลเป็นทางไปเพื่อความเป็น ผู้อยู่ร่วมกับพรหม ยังมีอีก วาเสฏฐะ ภิกษุมีกรุณาจิต ฯลฯ มีมุทิตาจิต ฯลฯ มีอุเบกขาจิตแผ่ไป ตลอดทิศที่ ๑ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ทิศเบื้องบน เบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไป ตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ วาเสฏฐะ กรรมที่ทำพอประมาณในอุเบกขาเจโตวิมุตติที่บุคคลอบรมแล้วอย่างนี้ จะไม่เหลืออยู่ในรูปาวจรและอรูปาวจร เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์ผู้แข็งแรงพึงให้ผู้อื่นได้ยินตลอดทั้ง ๔ ทิศได้โดยไม่ยาก วาเสฏฐะ นี้แลเป็นทางไปเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหม</p><p><br></p><p>คลังพระสูตร S09E06 , S08E63 , #คำพุทธ-อัคคัญญสูตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>","author_name":"ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana"}