Share
![cover art for เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q]](https://open-images.acast.com/shows/63760970dd58ee001167d420/show-cover.jpg?height=750)
7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)
เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q]
Q: ทำยังไงให้เลิกแฟนจ้าชู้ได้?
A : ให้เรามีสตมีปัญญาเห็นเป็นของไม่เที่ยง เห็นเป็นของปฏิกูล ยึดตรงไหนทุกข์ตรงนั้น ให้เราใช้ปัญญาในการถอนลูกศร เจ็บตรงไหนก็ต้องทำแผลตรงนั้นละตรงนั้น และให้ระมัดระวังจิตของเรา อย่าไปคิดร้ายต่อเขา เพราะจะทำให้มีความพยาบาทขุ่นเคืองขึ้นในจิตของเรา ให้เรามีเมตตา ทำจิตใจเราให้ผาสุก
Q: สมาธิทำให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ และสมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?
A : สมาธิที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสติสัมปชัญญะและไม่เพลินไปในสมาธินั้น เพราะถ้าเพลินพอใจ ความเพลินความพอใจนั้นคือ “อุปาทาน” จะเป็นมิจฉาสมาธิทันที ให้เราปรับด้วยสติ มีสติและเห็นด้วยปัญญา ให้เห็นว่าสมาธิเป็นของไม่เที่ยง
Q: คำว่า “บารมีเต็ม” เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มแล้ว?
A : บารมีคือบุญที่สั่งสมและบ่มเพาะมาจนสุกงอม วิธีสังเกตคือให้ดูที่ "การปล่อยวาง" หากปล่อยวางได้เร็วแสดงว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว และบารมีจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากการเจริญทาน ศีล และภาวนา จากการทำความเพียร ทำความดีของเรา
More episodes
View all episodes

14. รับมือความป่วย [6914-7q]
55:00||Season 69, Ep. 14Q: ทำอย่างไรจึงจะมีสติกำกับในทุกความคิดในทุกอิริยาบถ?A : การที่จะทำให้มีสติอยู่ทุกขณะนั้น เป็นทักษะที่ฝึกได้ ยิ่งฝึกยิ่งดี โดยท่านให้เครื่องมือเอาไว้คือ “อนุสติ10” และสิ่งที่จะสนับสนุนให้เรามีสติ คือศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การรู้ประมาณในการบริโภค การอยู่หลีกเร้น การเป็นผู้อยู่ง่ายกินง่ายสันโดษ การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ทั้งหมดนี้เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ จะทำให้เรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ Q: สอบถามเรื่องคอร์สปฏิบัติธรรม?A : สถานที่ “วัดภูทอก จ.บึงกาฬ” วันที่ 28 พ.ย. 69 - 6 ธ.ค. 69 สมัครได้ที่ www.panya.orgสอนสมาธิ เพื่อสติสัมปชัญญะ, เพื่อความสุข/สมาธิกีฬา และเพื่อความสิ้นอาสวะ / สถานที่ “มูลนิธิอาศรมมาตา” อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่ 1 พ.ค. 69 - 7 พ.ค. 69 สมัครได้ที่ https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/ เน้นเรื่องสมาธิกีฬาและการเจริญพรหมวิหาร 4 Q: บางครั้งเราก็โง่บางครั้งเราก็ฉลาด จะมีปัญญารับมือในแต่ละสถานการณ์อย่างไร?A : ในตัวเรามีกิเลสอยู่แล้ว ให้เราฝึกสติในการรับมือ สติจะเป็นตัวกำหนด หากสมาธิมากเกินไปก็จะเกียจคร้าน หากความเพียรมากเกินไปก็จะฟุ้งซ่าน หากปัญญามากเกินไปก็จะยกตนข่มท่าน หากศรัทธามากเกินไปก็จะเป็นงมงายลุ่มหลง เราจึงต้องใช้สติเป็นตัวปรับ Q: ถ้าตั้งจิตไว้ว่าเมื่อป่วยหนักไม่ต้องรักษา แบบนี้จัดเป็นสัมมาหรือมิจฉาทิฏฐิ?A : การตั้งจิตไว้แบบนี้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นการเตรียมกาย แต่เราก็ต้องเตรียมใจด้วย ซึ่งสำคัญมาก อะไรที่เราต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ คือ เราต้องเจริญกุศลธรรม เตรียมสติ สมาธิ ปิติ และอุเบกขาไว้ให้พร้อม เพื่อที่เวลาเราป่วยหนักแล้ว จิตใจของเราจะยังคงตั้งมั่นและอยู่อย่างผาสุกได้ Q: ขอทราบหลักธรรมเมื่อครอบครัวมีปัญหาทางความสัมพันธ์?A : ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เจริญเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะได้ผล
12. ศรัทธาคือสารตั้งต้น [6912-7q]
57:22||Season 69, Ep. 12Q: เมื่อเบียดเบียนสำเร็จแล้ว ไปอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลให้กระทำสำเร็จอีก จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?A : ความคิดในการเบียดเบียนเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เราจะดับความเบียดเบียนดับได้ต้องด้วยความกรุณา ส่วนความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มี 2 ขั้นตอน คือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนคือความเบียดเบียน ถ้าเรารู้แล้วเราละไม่ได้ แสดงว่าสัมมาทิฐิของเรายังไม่เต็ม ให้เราวิเคราะห์แยกแยะแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตเรา Q: ปกตูปนิสสยปัจจัยและปัจจัย 24 เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่? A : ท่านได้ให้คำตอบไว้แล้ว ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะมากระทบใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องว่า ไม่ต้องยึดถือสิ่งใด ๆ ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา Q: เมื่อยังไม่ถูกใจแม้สิ่งนั้นจะถูกต้อง ควรทำอย่างไรให้เกิดปัญญา? A : “ไม่ถูกใจ” ก็คือ มีผัสสะอันไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เมื่อเห็นแล้วก็ให้รีบละเสีย ให้เห็นว่าความไม่พอใจความโกรธนั้นเป็นอกุศล เช่นนี้คือเรามีปัญญา Q : สนทนาธรรมอย่างไรให้ได้ธรรม? A : ให้ดูทั้งสองฝั่ง ถ้าความลำบากจะเกิดขึ้นแก่เราและความขัดเคืองใจจะเกิดขึ้นกับเขา เราอย่าพูด หรือถ้าพูดแล้วเราลำบากใจแต่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ เราควรบอกเขา ให้ถือการบอกที่เปลี่ยนแปลงแล้วเป็นกุศลเป็นสำคัญ Q: Feedback เพื่อนร่วมงานอย่างไร ไม่ให้ใจกระทบกับผัสสะ?A : ให้พิจารณาทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา หากเขาพอจะเปลี่ยนได้ให้บอกเขา แต่หากเขาเป็นคนบอกยากก็ให้อุเบกขาเสีย ให้ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไปในทางกุศล เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาวิธีการที่เขาจะรับฟังในจุดที่เขาจะเกิดกุศลได้ Q: การเซ่นสรวงมีผลหรือไม่?A : การเซ่นสรวง หมายถึง การบูชายัญ เป็นการบูชาด้วยสิ่งของและไม่มีผู้รับ ในมุมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งใจบูชาด้วยสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ขอบูชาด้วยศีล บูชาความดีของท่าน บูชาด้วยคำพูดที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ, ในมุมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ บูชาด้วยสิ่งของแล้วอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่ได้เข้าใจถึงเหตุและผล Q: สัมมาทิฏฐิขึ้นอยู่กับกาลเวลาสังคมหรือไม่?A: เป็น “อกาลิโก” คือ ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่กาลไหนก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องถูกผิดจะขึ้นอยู่กับสังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา บางอย่างใช้ในสมัยนั้นถูก แต่ใช้ในสมัยนี้อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น ถูกผิดกับสัมมาหรือมิจฉา จึงต่างกัน Q: ศรัทธาเป็นสารตั้งต้นของโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่?A: ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เมื่อเราหาทางออกของทุกข์ เราจึงศรัทธาในคำสอน ทำให้เราเข้าไปหาเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมแล้วคิดใคร่ครวญธรรมด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือโยนิโสมนสิการจนเกิดปัญญา เมื่อเราทำให้มากให้บ่อย ก็จะพัฒนาได้ Q: เห็นคนเจอเหตุการณ์ไม่ดี ควรวางจิตอย่างไร?A: เราก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ความตายไม่เที่ยง ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรม Q: อยู่กับคนไม่มีศีลห้า ควรปรับตัวอย่างไร?A: เราไม่ควรผิดศีลตามเขา ให้เราตั้งสติมีความอดทนหรือเปลี่ยนคนนั้นให้เป็นคนมีศีล Q: จะทราบได้อย่างไรว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว?A: อินทรีย์แก่กล้าดูที่ถ้ามีผัสสะมากระทบแล้วเราละได้ อุเบกขาได้ รวดเร็วเท่ากับกระทะร้อนที่ถูกหยดน้ำแล้วระเหยไปได้อย่างรวดเร็ว นี่คืออินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ Q: ถ้าประโยชน์ของเราไปขัดกับผู้อื่น ควรทำอย่างไร?A : ควรเอาประโยชน์สูงสุดโดยเอาประโยชน์ 3 อย่าง 2 นัยยะมาพิจารณา จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น
11. จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6911-7q]
57:56||Season 69, Ep. 11Q: จิตที่ฝึกหัดดีแล้วย่อมมีประโยชน์ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร?A : “จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีประโยชน์ใหญ่” เป็นภาษิตที่เป็นคำกล่าว แล้วก็แต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคำที่ท่านอุทานออกมาบ้างหรือเป็นสาวกภาษิตบ้าง แต่ถ้าตามพุทธพจน์คือ “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้” หมายถึง จิตที่อบรมดีแล้ว จะละราคะทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ “จิต” เป็นประภัสสรนั้น สามารถแทรกซึม เปลี่ยนแปลงตามที่มันซึมซาบไปได้ คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อไม่ให้จิตคล้อยไปตามผัสสะ ตามขันธ์ 5 เมื่อฝึกสติแล้วก็ต้องทำสมาธิ พอเข้าสมาธิก็ต้องเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ของเรา คือจะถึงสภาวะที่ไม่มีเงือนไข ปัจจัย คือนิพพาน เพราะฉะนั้น นิโรธมี 2 ฝั่ง คือฝั่งที่เหนือสมมุติกับฝั่งที่ยังสมมุติอยู่ แต่ก็เรียกว่านิโรธเหมือนกัน นิพพานเหมือนกัน Q: วิถีฝึกจิตสำหรับปุถุชนA : เราต้องฝึกสติก่อนเพื่อที่จะแยกแยะ สิ่งที่เข้ามาในช่องทางใจ เราต้องแยกแยะได้ ว่าสิ่งไหนเป็นกุศลเข้าได้ อกุศลห้ามเข้า เมื่อมีสติ สมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมันก็จะรักษาจิตของเราไม่ให้สะดุ้งสะเทือนไปกับการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 เมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนก็จะระงับอยู่ในภายใน มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่อไป Q: คนที่คอรัปชั่นจนมีผลแก่ชีวิตผู้อื่น จะตกนรกขุมไหน?A : ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาลหรือพระเจ้าอาชาตศัตรูทำความดีเอาน้ำคือบุญ ล้างความเค็มคือความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาท วางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร
10. ปัญญาในเวทนาเพื่อตัดอวิชชา [6910-7q]
57:37||Season 69, Ep. 10Q: ทำไมสิ่งที่เป็น “อนัตตา” เราจึงเข้าใจว่าเป็น “อัตตา” และเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไร?A : การที่เราเผลอยึดสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตนนั้น เกิดจากอวิชชาและตัณหาทำงานคู่กัน เมื่อเรามีเวทนา แล้วเราเข้าไปเพลิดเพลินพอใจ จิตจะเกิดอุปาทานความยึดถือและจิตจะเศร้าหมอง วิธีปล่อยวางคือการใช้ "ปัญญา" เข้าไปพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เมื่อเราไม่เพลินไปกับเวทนาที่มากระทบนั้น ตัณหาและอุปาทานก็จะดับลงQ: ถ่ายรูปกับพระอย่างไรไม่ให้ผิดพระวินัยA : พระวินัยท่านแบ่งไว้เป็น 2 อย่างคือ “ที่ลับหูแต่ไม่ลับตา” คือ มองเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน, “ที่ลับตาและลับหู” คือ มองไม่เห็นไม่รู้ว่าทำอะไรกัน อยู่ในที่ลับหูจะมีคนมาครหาได้ แต่หากเวลาถ่ายรูป มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่ผิดพระวินัยQ: เวลาใส่บาตรพระควรจะใส่หรือถอดรองเท้าหรือไม่?A : ตามพระวินัยไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร แต่ตามธรรมเนียมไทยนิยมถอดเพื่อแสดงความเคารพและไม่ให้ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ สำหรับการแสดงธรรมท่านจะไม่ให้พระสงฆ์แสดงธรรมต่อฆราวาสผู้สวมรองเท้า ผู้ที่ใส่หมวก ผู้ที่ยืน หรือผู้ที่ถืออาวุธ แต่ในปัจจุบันอาจจจะมีข้อยกเว้นทางสังคมบางอย่าง เช่น การสวมเครื่องแบบเต็มยศเพื่อความเคารพสูงสุด ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสมQ: 84000 มีความหมายอย่างไร?A : เป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ใช้เปรียบเพื่อแสดงถึง "จำนวนที่มากมายมหาศาล"Q: มีอาการป่วยเป็นพาร์กินสันแล้วรับประทานยาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อสติการตัดสินใจ มีธรรมะข้อใดนำมาปรับได้บ้าง?A : เรายิ่งต้องฝึกสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องเห็นด้วยปัญญา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ปัญญาเราจะเพิ่ม ยิ่งคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งปฏิบัติธรรมดี
9. เข้าใจโลกเข้าใจรัก [6909-7q]
57:22||Season 69, Ep. 9Q: ธรรมใดที่เป็นเหตุให้ ไม่เร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป?A: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้Q: โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง?A : โลกถ้าเป็นคำของปริพาชก ท่านหมายเอาพรหมโลกกับมนุษยโลก ซึ่งเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยง แต่มนุษยโลกไม่เที่ยง ส่วนโลกตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านหมายถึง 4 นัยยะนี้ คือ นัยยะที่1 กายคือโลก นัยยะที่2 อายตนะภายในภายนอกคือโลก นัยยะที่3 โลกเป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เช่น มนุษย์โลก พรหมโลก นัยยะที่4 โลกในนัยยะของระบบสุริยะ ท่านกล่าวว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้นQ: ต้นกำเนิดโลกในปาฏิกสูตรหมายถึงอะไร?A: ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากพรหมเป็นผู้สร้าง ให้มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ทำให้มีภพใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมีพรหมโลกเกิดขึ้น มีมหาพรหมองค์แรกเกิดขึ้น อยู่มานาน จึงคิดว่าน่าจะมีคนมาอยู่ด้วย พอมีคนมาเกิดใหม่ จึงคิดว่าตนเป็นคนสร้าง ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาเอง พอจุติจากชั้นพรหม มาอุบัติเป็นมนุษย์ ระลึกชาติได้ รู้ว่าเคยอยู่กับพรหมองค์นั้น จึงคิดว่าพรหมนั้นเที่ยง เพราะระลึกชาติได้แค่นั้นQ: โลกอะไรที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ในโรหิตัสสสูตร 10A: พูดถึงกายของเราว่าคือ โลก เพราะเวลาที่เราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ภายนอก ก็อาศัยกายของเราQ: พ่อแม่ป่วย ให้ทานยายาก ทำอย่างไรดี?A: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตรQ: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณA: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไปA: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์Q: มโนมยิทธิคืออะไรA: มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทนQ: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไร?A: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี เจ็บนี้จะจบได้
8. ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6908-7q]
55:37||Season 69, Ep. 8Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” คือธรรมอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็นสังขตธรรมด้วย เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เรามีความเพลิน ความ พอใจ แล้วเราไปยึดถือ ในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้ เราจะเห็น ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่ Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจังว่าเป็นนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขังว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตาว่าเป็นอนัตตา
7. อุปาทานขันธ์ 5 [6907-7q]
54:05||Season 69, Ep. 7Q: นอกจากมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สามารถที่จะเอาญาติธรรมมาเป็นกัลยาณมิตรได้อีกหรือไม่?A: กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่ 1) มรรค 8 2) คฤหัสถ์/ฆราวาส ที่มีคุณธรรม 4 ประกอบด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา 3) นักบวช/พระสงฆ์ ให้ดู 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด, การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว จะตกใจกลัวอารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญาว่าตอนอธิบาย สามารถชี้แจงได้ละเอียดหรือไม่ 4) พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หากเราไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตร ให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร Q: อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?A: ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่ 1) รูปขันธ์ ได้แก่ธาตุสี่ 2) เวททนาขันธ์ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข 3) สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้ 4) สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่ง ให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ 5) วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง “อุปมาขันธ์ 5” รูป เปรียบดังฟองน้ำ, เวทนา เปรียบดังฟองน้ำก้อนใหญ่ๆ, สัญญา เปรียบดังพยับแดด, สังขาร เปรียบดังแก่นของต้นกล้วย, วิญญาณเปรียบดัง มายากล ไม่ใช่ของจริง และ “สิ่งที่เราต้องรู้ในขันธ์ 5” ทั้ง 7 ประการ คือ รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก
6. จากปัญหาสู่ปัญญา [6906-7q]
56:46||Season 69, Ep. 6Q: ธรรมะกับการเลือกตั้งA: เลือกคนดี เครื่องหมายของคนดี คือ ”การกระทำทางกาย” ไม่ผิดศีล ไม่ซื้อเสียง “การคิด” ไม่คิดเบียดเบียน ไม่พยาบาท “การพูด” มีสัมมาวาจา ให้คนดีมีอำนาจQ: ขุมทรัพย์แห่งใจ จุดแสงแห่งปัญญาA : ปัญญา 3 อย่าง คือ1) ปัญญาที่เกิดจากศรัทธา2) ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ มีส่วนที่เกิดจากการฟัง ทั้งส่วนมิจฉาและสัมมาแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง เป็นส่วนของจินตมยปัญญา3) ปัญญาที่เกิดจากญาณ คือการรู้ เป็นส่วนของภาวนามยปัญญา ทั้งหมดนี้จะเกิดได้ต้องมีอินทรีย์ 5 และส่วนที่จะทำให้หลุดออกนอกมรรค 8 คือมนต์เครื่องกลับใจ 12 อย่าง สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเว้น, มุมมองคู่ตรงข้ามไม่ควรทำ, 10 ประการที่เข้าใจผิดและทิฎฐิ 62 Q: เปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นปัญญาในกรณีคุณแม่จากไปA: เอาประโยชน์ 3 อย่าง มาพิจารณาก่อนที่เราจะเริ่มคิด ให้เราตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความผาสุกเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ให้เชื่ออย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ด้วยการลงมือทำ ทำสิ่งที่ควรทำเว้นสิ่งที่ควรเว้น เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกถึงความดีของท่าน ทำบุญให้ท่าน ให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ช่วยคุณแม่ทุกคน ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่ควรทำควรเว้น ปัญญาญาณจะไม่เกิด ความผาสุกจะไม่มา เมื่อเราลงมือทำกุศล อกุศลจะปรับไป ปรับมา จนกระทั่งลงตัว กระบวนการนี้เป็นภาวนามยปัญญา จนเว้นได้แล้วที่จะไม่คิดไม่ดีต่อตัวเอง