Share

cover art for ผู้ใหญ่บ้านชื่อ อสิพันธกบุตร - กุลสูตร, สังขธมสูตร, เขตตูปมสูตร, อสิพันธกปุตตสูตร [6826-4s]

4 คลังพระสูตร

ผู้ใหญ่บ้านชื่อ อสิพันธกบุตร - กุลสูตร, สังขธมสูตร, เขตตูปมสูตร, อสิพันธกปุตตสูตร [6826-4s]

Season 68, Ep. 26

สูตร#1 กุลสูตร พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขตเมืองนาฬันทา ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตร ได้รับคำแนะนำจากนิครนถ์นาฎบุตรให้มาโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเรื่องเหตุที่ทำให้ตระกูลคับแค้น โดยยกเหตุการณ์ที่พระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตจากชาวบ้านผู้ประสบภัยข้าวยากหมากแพงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในเมืองนาฬันทาขณะนั้นมาเป็นเงื่อนไข พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงเหตุปัจจัยให้ตระกูลคับแค้น 8 ประการ คือ (1) จากพระราชา (2) จากโจร (3) จากไฟ (4) จากน้ำ (5) จากทรัพย์ที่มีได้เคลื่อนที่ไป (6) จากการงานที่ไม่ดี (7) จากทรัพย์ในตระกูลที่กลายเป็นถ่านเพลิง (8) จากการใช้จ่ายทรัพย์อย่างสุรุ่ย สุร่ายฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เพราะการบิณฑบาตของพระองค์ ทรงแสดงว่า การให้ ความมีสัจจะ ความสำรวมเป็นหตุให้ตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินทองมาก

สูตร#2 สังขธมสูตร ณ ปาวาริกัมพวัน พระผู้มีพระภาคตรัสถามผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรว่า นิครนภ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่สาวกอย่างไร เขาทูลตอบว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และผู้พูดเท็จ ทั้งหมดต้องไปสู่อบาย ตกนรก กรรมมีมากกรรมนั้น ๆ นำบุคคลไป ทรงแย้งว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าไม่มีไปเกิดในอบาย ในนรกเลย เพราะการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ต้องทำในเวลาขณะตื่น ขณะนอนหลับทำไม่ได้ ทรงถามว่า เวลาทำกรรมกับเวลาไม่ทำกรรมของคนคนหนึ่ง เวลาไหนมีมากกว่ากัน เมื่อผู้ใหญ่บ้านทูลตอบว่า เวลาไม่ทำกรรมมีมากกว่า จึงทรงสรุปว่าไม่มีกรรมใดที่จะถือว่า "มีมาก" เมื่อไม่มีกรรมมาก ก็ไม่มีกรรมที่นำบุคคลไปสู่อบาย นรก ความเห็นของนิครนถ์ นาฏบุตร จึงเป็นความเห็นผิด แล้วทรงสอนธรรมตามที่ได้ตรัสรู้โดยชอบ จะละบาปกรรมและก้าวล่วงบาปกรรมนั้นได้ และทรงสรุปว่า เมื่อปฏิบัติธรรมได้ผลสมควรแก่กรรมแล้ว ให้แผ่เมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต และอุเบกขาจิตไปในทิศทั้งหลายเหมือนคนมีกำลังเป่าสังข์ให้ได้ยินโดยทั่วกัน

สูตร#3 เขตตูปมสูตร ณ ปาวาริกัมพวัน ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่า ทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อสรรพสัตว์มิใช่หรือ ทำไมจึงทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ไม่ทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ตรัสตอบว่า ทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อสรรพสัตว์จริง คือทรงแสดงธรรมโดยเคารพต่อสรรพสัตว์เสมอกัน แต่ที่ทรงแสดงแก่คนบางพวกก่อน ก็เพราะทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อคนเหล่านั้นผู้พร้อมจะฟังธรรมเทศนาก่อน ทรงเปรียบให้ฟังว่า พระองค์เหมือนชาวนาที่ฉลาดผู้เลือกหว่านพืชในนาดีก่อน แล้วหว่านในนาปานกลาง ส่วนนาเลวซึ่งดินแข็ง ดินเค็ม ดินไม่ดีนั้น ชาวนาจะหว่านพืชบ้าง ไม่หว่านพืชบ้างก็ได้ นอกจากนี้ยังทรงอุปมาด้วยคนตักน้ำใส่โอ่ง 3 ชนิด คือ (1) โอ่งไม่ร้าว น้ำไม่ซึม (2) โอ่งไม่ร้าว แต่น้ำซึมออกได้ (3) โอ่งร้าวและน้ำซึมออกได้ โอ่ง 3 ชนิดนี้ แม้คนตักน้ำจะใส่น้ำลงเท่า ๆ กัน ก็ย่อมรับน้ำไว้ได้ไม่เท่ากัน ข้อนี้ฉันใด ผู้ฟังพระธรรมเทศนาก็รับธรรมไว้ได้ไม่ท่ากันฉันนั้น

สูตร#4 อสิพันธกปุตตสูตร ณ ปาวาริกัมพวัน ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า ทรงสามารถทำให้คนตายกลับฟื้นขึ้นมา ทรงสอนให้รู้ชอบ ให้ไปเกิดในสวรรค์ เหมือนพวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิได้หรือไม่ ตรัสตอบว่า คนที่ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 ประการ มหาชนช่วยกันสวดอ้อนวอน สวดสรรเสริญ ทำพิธีกรรมขอให้ไปเกิดในสวรรค์ ผู้นั้นจะไปเกิดในสวรรค์ได้หรือไม่ เมื่ออสิพันธกบุตรทูลตอบว่า ไม่ได้ จึงตรัสอุปมาให้ฟังว่า เหมือนหินใหญ่ที่จมน้ำไม่อาจลอยขึ้นตามคำอ้อนวอน คำสรรเสริญ และพิธีกรรมของมหาชน ในทางตรงกันข้าม คนที่ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 ประการ ถึงมหาชนจะสวดอ้อนวอน สวดสรรเสริญ ทำพิธีกรรมขอให้ไปตกนรก ผู้นั้นก็ไม่ไปตกนรกแน่นอน เหมือนเนยใสที่ลอยน้ำย่อมไม่จมน้ำตามคำอ้อนวอน คำสรรเสริญและพิธีกรรมของมหาชน

More episodes

View all episodes

  • 34. การระงับความอาฆาต - อาฆาตวัตถุสูตร, อาฆาตปฏิวินยสูตร, ปฐมและทุติยอาฆาตปฏิวินยสูตร,สัพพาสวสังวรสูตร [6934]

    54:32||Season 69, Ep. 34
    สูตร#1 อาฆาตวัตถุสูตร (เล่มที่๒๓ ข้อที่๒๙) ทรงตรัสแก่ภิกษุ ถึงสาเหตุผูกอาฆาต ๙ประการสูตร#2 อาฆาตปฏิวินยสูตร (เล่มที่๒๓ ข้อที่๓๐) ทรงแสดงแก่ภิกษุ ถึงอุบายเป็นเครื่องกำจัดอาฆาต ๙ ประการสูตร#3 ปฐมอาฆาตปฏิวินยสูตร (เล่มที่๒๒ ข้อที่๑๖๑) ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เรื่อง อุบายกำจัดอาฆาต ๕ ประการ ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดอาฆาตที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุได้อย่างสิ้นเชิงสูตร#3 ทุติยอาฆาตปฏิวินิยสูตร (เล่มที่๒๒ ข้อที่๑๖๒) ท่านพระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายถึงอุบายกำจัดอาฆาต ๕ ประการ ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดอาฆาตที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุได้อย่างสิ้นเชิงสูตร#4 สุภสูตร [เล่มที่๑๓ ข้อที่ ๗๒๘]ว่าด้วยบริขารของจิตเพื่อความไม่เบียดเบียนสูตร#5 สัพพาสวสังวรสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะมีได้ เฉพาะผู้รู้ ผู้เห็นเท่านั้น ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย ทรงจำแนกอาสวะออกเป็น 7 ชนิด ตามเหตุเกิดและอุบายวิธีที่จะละให้หมดสิ้นไปได้ คือ อาสวะที่ต้องละด้วย 1. ทัสสนะ (ความเห็น) 2. การสังวร 3. การใช้สอย 4. การอดกลั้น 5. การเว้น 6. การบรรเทา 7. การเจริญ อาสวะเหล่านั้นเมื่อภิกษุละได้แล้วด้วยอุบายนั้น ๆ อาสวะนั้นละได้เด็ดขาด
  • 33. ความบริสุทธิ์อันมีวรรณะ ๔ - อัสสลายนสูตร [6933-4s]

    47:58||Season 69, Ep. 33
    อัสสลายนสูตร เป็นการโต้วาทะระหว่างพระพุทธเจ้า กับ "อัสสลายนมาณพ" พราหมณ์หนุ่มวัย ๑๖ ปี มานพผู้ฉลาดหลักแหลม ซึ่งถูกยุยงโดยพวกพราหมณ์ให้มาโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า ในประเด็นเรื่องวรรณะแม้จะไม่เต็มใจ เนื่องจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสคัดค้านความเชื่อเรื่องระบบวรรณะและความประเสริฐโดยกำเนิดของพราหมณ์ โดยทรงตรัสถามตอบชี้แจงด้วยเหตุผลตามความเป็นจริง ซึ่งอัสสลายนมาณพถึงกับหมดปฏิภาณที่จะโต้แย้ง และเกิดความเลื่อมใส ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  • 32. มูลเหตุแห่งการวิวาท - อุปาลิวรรค,อักโกสวรรค,โจทนาสูตร และสามคามสูตร [6932]

    55:41||Season 69, Ep. 32
    สูตร#1 อุปาลิวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอุบาลี ประกอบด้วยพระสูตรที่ ๑ - ๑๐ ซึ่งพระอุบาลีได้ทูลถาม และทรงตรัสตอบดังนี้ คือ ประโยชน์แห่งการบัญญัติสิกขาบท, เหตุงดสวดปาติโมกข์ , คุณสมบัติของภิกษุเป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ,ผู้ให้นิสสัย , ผู้ให้อุปสมบท และผู้ให้สามเณรอุปัฏฐาก และสาเหตุให้สงฆ์แตกกันและสามัคคีกันสูตร#2 อักโกสวรรค พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้า หมวดว่าด้วยการด่า ประกอบด้วยพระสูตรที่๑-๔ ได้แก่ เหตุให้เกิดวิวาทขึ้นในสงฆ์ , มูลเหตุแห่งวิวาท และ ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่กรุงกุสินาราสูตร#3 โจทนาสูตร พระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นโจทก์สูตร#4 สามคามสูตร ตอนมูลเหตุแห่งการวิวาทและธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน
  • 31. การรักษาอุโบสถให้ประเสริฐ- อุโปสถสูตร,อิธโลกสูตร ,อนุรุทธสูตร [6931]

    59:35||Season 69, Ep. 31
    สูตร#1 อุโปสถสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสอนนางวิสาขาผู้รักษาศีลอุโบสถที่บุพพารามเป็นประจำ เพื่อให้ทราบว่า อุโบสถศีลนั้นมีทั้งแบบที่ประเสริฐ คือ ความเป็นอริยะ มีความประเสริฐได้บุญอย่างแท้จริง และแบบที่ไม่ประเสริฐ คือ มีความงมงายไม่ถูกต้องสูตร#2 อิธโลกสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนนางวิสาขา อธิบายถึงสุภาพสตรีที่จะอยู่ครองเรือนได้อย่างมีความสุข ไม่เกิดเป็นภัยได้กำไรในการอยู่ครองเรือน ประกอบด้วยธรรมของมาตุคามผู้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกนี้มี 4 ประการ และธรรมที่เป็นไปเพื่อชัยชนะในโลกหน้ามี 4 ประการ มาตุคามที่ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ ย่อมเข้าถึงเทวโลกประเภทมนาปกายิกาสูตร#3 อนุรุทธสูตร เทวดาเหล่ามนาปกายิกา (เทวดาชั้นนิมมานรดี) เข้าไปเรียนท่านพระอนุรุทธะว่า ตนครองความเป็นใหญ่มีอำนาจ 3 ด้าน นึกให้เป็นเสียง เป็นสี ให้มีสุขเช่นใด ก็ได้อย่างฉับพลัน ท่านจึงลองนึกให้เทวดาเหล่านั้นสำแดงตามที่ท่านนึก ก็เห็นเป็นความจริง จึงนำความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสคุณสมบัติ 8 ประการที่ทำให้มาตุคามไปเกิดเป็นเทวดาเหล่ามนาปกายิกา
  • 30. พระวินัยของพระสงฆ์ - อุปาลิสูตร,อุปาลิวรรค,อักโกสวรรค,อุปาลีเถรคาถา,อุปาลีเถราปทาน [6930-4s]

    57:22||Season 69, Ep. 30
    สูตร#1 อุปาลิสูตร ข้อที่ ๙๙ ว่าด้วยพระอุบาลีขออนุญาตอยู่ป่า ทรงแสดงแก่ท่านพระอุบาลี เมื่อพระอุบาลีขอไปจำพรรษาในป่าพระพุทธเจ้าทรงเตือนว่า การพำนักอยู่ในถิ่นทุรกันดารนั้นยากที่จะทนได้ เว้นแต่ว่าท่านจะเชี่ยวชาญด้านการเจริญสติ และทรงอธิบายอย่างละเอียดถึงการฝึกฝนที่จำเป็นก่อนไปจำพรรษา และในตอนท้ายทรงสนับสนุนให้พระอุบาลีอยู่ร่วมกับพระสงฆ์ต่อไปสูตร#2 อุปาลิวรรค ว่าด้วยพระอุบาลี มี ๑๐ พระสูตร (เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๓๑-๔๐) พระสูตรที่ ๑ถึง๘ ทรงแสดงแก่พระอุบาลี ประกอบด้วย พระอุบาลีทูลถามประโยชน์แห่งการบัญญัติสิกขาบท เหตุงดสวดปาติโมกข์ คุณสมบัติของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ คุณสมบัติของภิกษุผู้ให้อุปสมบท คุณสมบัติของภิกษุผู้ให้นิสสัย คุณสมบัติของภิกษุผู้ให้สามเณรอุปัฏฐาก เหตุให้สงฆ์แตกกัน และเหตุให้สงฆ์สามัคคีกัน พระสูตรที่ ๙และ๑๐ ทรงแสดงแก่พระอานนท์ มีนัยยะเดียวกับที่ทรงแสดงแก่พระอุบาลี เรื่องเหตุให้สงฆ์แตกกัน และเหตุให้สงฆ์สามัคคีกัน ซึ่งพระอานนท์ได้ทูลถามถึงผลแห่งการทำให้สงฆ์แตกกัน และ ทำให้สงฆ์สามัคคีกันสูตร#3 อักโกสวรรค หมวดว่าด้วยการด่า ทรงแสดงแก่ท่านพระอุบาลี ประกอบด้วย เหตุให้เกิดวิวาทขึ้นในสงฆ์ และ มูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่๑และ๒สูตร#4 อุปาลีเถรคาถา ว่าด้วยสุภาษิตสอนพระบวชใหม่ เล่มที่ ๒๖ ข้อที่ ๓๑๗สูตร#5 อุปาลีเถราปทาน พระอุบาลีเล่าประวัติในอดีตชาติของท่าน
  • 29. การปฏิบัติธรรม- จูฬธัมมสมาทานสูตรและมหาธัมมสมาทานสูตร [6929-4s]

    57:59||Season 69, Ep. 29
    สูตร#1 จูฬธัมมสมาทานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน เพื่อให้ภิกษุทราบว่าการสมาทานธรรมมี 4 แบบ ซึ่งการสมาทานธรรม หมายถึง การนำธรรมมาปฏิบัติ โดยทรงอธิบายแต่ละแบบโดยละเอียด และยกอุปมาโวหารประกอบ ทรงถือเอาความทุกข์และความสุขในขณะปฏิบัติ กับความทุกข์และความสุขที่เป็นผลแห่งการปฏิบัติเป็นเกณฑ์ เกณฑ์สูงสุด คือ ความสุขในสุคติโลกสวรรค์สูตร#2 มหาธัมมสมาทานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ทรงยกการสมาทานธรรม 4 แบบ ดังที่แสดงไว้ในจูฬธัมมสมาทานสูตร แต่ทรงแยกอธิบาย คือบุคคลผู้ไม่รู้จักการสมาทานธรรมทั้ง 4 แบบตามความเป็นจริง ชื่อว่าตกอยู่ในอวิชชาทำให้ไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรเสพ สิ่งไหนไม่ควรเสพ ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา เป็นต้น เจริญขึ้น ธรรมที่น่าปรารถนา เป็นต้น เสื่อมไป แต่ถ้ารู้การสมาทานธรรมทั้ง 4 แบบตามเป็นจริง ชื่อว่ามีวิชชา ก็จะเป็นเหตุให้รู้ว่าสิ่งไหนควรเสพ สิ่งไหนไม่ควรเสพ ทำให้ธรรมที่ไม่น่าปรารถนา เป็นต้น เสื่อมไป ธรรมที่น่าปรารถนา เป็นต้น เจริญขึ้น และทรงอธิบายการสมาทานธรรมทั้ง 4 แบบโดยการปฏิบัติธรรมที่เป็นอกุศลกรรมบท 10 และกุศลกรรมบท 10 หลังจากตายจะได้รับผลเป็นทุคติและสุคติ และทรงยกอุปมาของการสมาทานธรรม 4 ประการ
  • 28. รักมาก ทุกข์มาก - วิสาขาสูตร, สัลลสูตร และอนมตัคคสังยุต หมวดที่๒[6928-4s]

    57:18||Season 69, Ep. 28
    สูตร#1 วิสาขาสูตร ทรงตรัสแก่นางวิสาขา ขณะประทับที่บุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ เรื่องที่นางวิสาขา กราบทูลเรื่องหลานสาวเสียชีวิต ทำให้มีความเศร้าโศกอย่างมาก และยังปารถนาที่จะมีลูกหลานมาก จึงทรงตรัสเตือนว่า ผู้ที่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ๑๐๐ ก็มีความทุกฃ์ ๑๐๐ … ผู้ไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก จึงไม่ทุกข์สูตร#2 สัลลสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงการรับมือกับความทุกข์ระหว่าง ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ กับพระอริยสาวกผู้ได้สดับ เปรียบเทียบกับการถูกยิงด้วยลูกศรสูตร#3 ทุคคตสูตร (อนมตัคคสังยุต หมวดที่๒) ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงความยาวนานของสังสารวัฏนี้ เมื่อเห็นเราบุคคลผู้มีความทุกข์มีมือและเท้าไม่สมประกอบ พึงสันนิษฐานว่า ‘แม้เราทั้งหลายก็เคยเสวยความทุกข์เช่นนี้มาแล้ว โดยกาลนานสูตร#4 สุขีตสูตร ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงความยาวนานของสังสารวัฏนี้ เมื่อเราเห็นบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข มีบริวารคอยรับใช้ พึงสันนิษฐานว่า แม้เราทั้งหลายก็เคยเสวยความสุขเช่นนี้มาแล้ว โดยกาลนานสูตร#5 ติงสมตสูตร ทรงตรัสถึงความยาวนานของสังสารวัฏนี้แก่ภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐ รูป ซึ่งทรงเห็นว่ามีคุณธรรมที่จะหมดสิ้นอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้สูตร#6 อนมตัคคสังยุต หมวดที่ ๒ สูตร๔-๙ ทรงตรัสถึงความเกี่ยวข้องกันของสัตว์ในความยาวนานของสังสารวัฏนี้ ซึ่งสัตว์ผู้ไม่เคยเกี่ยวข้อง เป็นมารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตรธิดา มิใช่หาได้ง่ายเลยสูตร#7 เวปุลลปัพพตสูตร ทรงตรัสเล่าถึงผู้คนในอดีตเคยเรียกภูเขาต่างๆ ในราชคฤห์ด้วยชื่อที่แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันภูเขาเหล่านั้นได้หายไปหมดแล้วสูตร#8 ปัพพโตปมสูตร พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตรัสถามถึงกิจที่พระราชาพึงขวนขวาย พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เมื่อมหาภัยอันร้ายกาจที่ทำให้มนุษย์พินาศบังเกิดขึ้น อะไรที่พระองค์จะพึงทรงกระทำในภาวะแห่งมนุษย์ที่ได้แสนยาก พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า สิ่งที่ควรทำคือการประพฤติธรรมการประพฤติสม่ำเสมอ การสร้างกุศล การทำบุญสูตร#9 ภยสูตร ว่าด้วยเรื่องภัยใหญ่ คือ ภัยที่ปุถุชนเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย ได้แก่ภัยจากไฟไหม้ใหญ่ ภัยจากน้ำท่วมใหญ่ และภัยจากโจรปล้นใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุให้บุตรพลัดพรากจากมารดา แต่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภัยใหญ่ดังกล่าวยังเป็น สมาตาปุตติกภัย คือ ภัยที่ยังพอมีโอกาสให้บุตรพบกับมารดาได้บ้าง แต่ภัยใหญ่ต่อไปนี้ มารดาและบุตรไม่สามารถจะห้ามมิให้เกิดขึ้นแก่กันและกันได้เลยคือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย จึงตรัสเรียกว่า อมาตาปุตติกภัย หนทางที่จะให้ล่วงพ้นภัย 2 อย่างนี้ คืออริยมรรคมีองค์ 8
  • 27. จิตบริสุทธิ์ -อุปักกิเลสสูตร และวัตถูปมสูตร [6927-4s]

    59:14||Season 69, Ep. 27
    สูตร#1 อุปักกิเลสสูตร พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายในกรุงโกสัมพี เกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลเรื่องนี้ ได้ทรงเข้าไปห้ามแต่ไม่เชื่อฟัง จึงทรงเสด็จจากมาแล้วเสด็จไปเยี่ยมท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละที่ป่าปาจีนวังสทายวัน ซึ่งอยู่กันด้วยความสามัคคี ได้ทรงสนทนาและตรัสถามถึงญาณทัสสนะของพระเถระทั้ง 3 รูป แล้ว จึงตรัสเล่าการปฏิบัติของพระองค์ ซึ่งทรงพบอุปสรรคเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ทรงพิจารณาจนเห็นอุปกิเลส 11 ประการ ที่เป็นเหตุให้เป็นเช่นนั้น และเมื่อทรงละอุปกิเลสได้ จึงทรงเจริญสมาธิ 3 ประการได้ ญาณทัสสนะจึงเกิดขึ้นแก่พระองค์สูตร#2 วัตถูปมสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เชตวัน ซึ่งมี สุนทริกภารทวาชปริพาชก นั่งฟังอยู่ด้วย และทรงทราบว่าปริพาชกนี้เชื่อถือลัทธินหานสุทธิ คือ เชื่อว่าความบริสุทธิ์มีได้เพราะการอาบน้ำลอยบาป จึงทรงแสดงธรรมให้เป็นไปตามอัธยาศัยของปริพาชกนี้ ซึ่งทรงตรัสสอนปริพาชกนี้ว่า คนที่ทำกรรมชั่วไว้แล้ว ถึงจะไปอาบน้ำที่ไหนก็หาทำให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ไม่ แล้วตรัสสอนให้อาบน้ำในศาสนาของพระองค์ เมื่อตรัสจบ สุนทริกภารทวาชปริพาชกประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ทูลขอบรรพชาอุปสมบทและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อมา
  • 26. สังสารวัฏ - อนมตัคคสังยุต (ติณกัฏฐสูตร เป็นต้น) [6926-4s]

    59:17||Season 69, Ep. 26
    สูตร#1 ติณกัฏฐสูตร ว่าด้วยหญ้าและท่อนไม้ ทรงแสดงว่าสังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบว่า แม้จะเอาหญ้าท่อนไม้ กิ่งไม้ และใบไม้ในชมพูทวีปมารวมกันแล้วทำเป็นมัด โดยสมมติแต่ละมัดว่าเป็นมารดาบิดา จนกระทั่งใบไม้เหล่านั้นหมดไป ก็ไม่สามารถนับมารดาบิดาเหล่านั้นได้ครบสูตร#2 ปฐวีสูตร ว่าด้วยแผ่นดิน ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับแผ่นดินว่า แม้จะเอาแผ่นดินมาปั้นเป็นก้อนเท่ากับเมล็ดกระเบา จนกระทั่งแผ่นดินนั้นหมดไป ก็ไม่สามารถนับมารดาบิดาเหล่านั้นได้ครบสูตร#3 อสุสูตร ว่าด้วยน้ำตา ทรงแสดงว่า สังสารวัฏเบื้องตันและบื้องปลายรู้ไม่ได้ทรงปรียบเทียบกับน้ำตาที่มนุษย์ร้องไห้เพราะพลัดพรากจากมารดา บิดา เป็นต้นตลอดระยะเวลายาวนาน มีมากว่านํ้าในมหาสมุทรทั้ง ๔สูตร#4 ขีรสูตร ว่าด้วยน้ำนม ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับน้ำนมที่มนุษย์ทั้งหลายดื่มกินตลอดระยะเวลายาวนาน มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔สูตร#5 ปัพพตสูตร ว่าด้วยภูเขา ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอัน มีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับภูเขาศิลาแท่งทึบลูกใหญ่ ทุก ๆ ๑๐๐ ปี จะมีบุรุษเอาผ้าเนื้อละเอียดมาลูบภูเขา๑ ครั้ง ทำอยู่อย่างนี้จนภูเขานั้นราบเรียบเสมอแผ่นดิน ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถเทียบกับกัปหนึ่งได้สูตร#6 สาสปสูตร ว่าด้วยเมล็ดผักกาด ทรงแสดงว่า สังสารวัฏ อันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับนครที่มีความยาว ๑ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ในนครนั้นเต็มไปด้วยเมล็ดผักกาด บุรุษหยิบเมล็ดผักกาดออกจากเมืองนั้น๑๐๐ ปีต่อ๑ เมล็ด ทำอยู่อย่างนั้นจนเมล็ดผักกาดหมด ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถเทียบกับอายุของกัปหนึ่งได้สูตร#7 สาวกสูตร ว่าด้วยพระสาวก ทรงแสดงว่า สังสารวัฏ อันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับสาวก ๔ รูป ซึ่งมีอายุ ๑๐๐ ปี สมมติว่า สาวก ๔ รูปนั้นระลึกย้อนหลังไปได้วันละ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ถึงกระนั้น กัปที่พวกเธอระลึกไปไม่ถึงก็ยังมีอยู่มากสูตร#8 คังคาสูตร ว่าด้วยแม่น้ำคงคา ทรงแสดงว่า สังสารวัฏ อันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับเม็ดทรายในมหาสมุทรที่มนุษย์ถือว่าไม่สามารถนับได้ ถึงกระนั้น ก็ยังนับง่ายกว่าการนับกัปเสียอีกสูตร#9 ทัณฑสูตร ว่าด้วยท่อนไม้ ทรงแสดงว่า สังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ทรงเปรียบเทียบกับท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ ย่อมตกลงมาไม่แน่นอน คือบางครั้งตกลงทางโคน บางครั้งตกลงทางขวาง บางครั้งก็ตกลงทางปลายชีวิตของสัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏก็ไม่แน่นอนเช่นกัน สูตร#10 ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล ทรงแสดงว่า ชีวิตของ สัตว์ทั้งหลายที่ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ หากนำโครงกระดูกมารวมกันจะมีกองใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละสูตร#11 ปิยชาติกสูตร ทรงแสดงแก่คหบดีคนหนึ่งที่โศกเศร้าอย่างหนักเพราะบุตรชายอันเป็นที่รักได้เสียชีวิตลง จึงได้ตรัสสอนความจริงข้อนี้ ว่า ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นใจ ทั้งหมดนี้มีเกิดมาจากสิ่งเป็นที่รัก มีสิ่งเป็นที่รักเป็นแดนเกิด แต่คหบดีกลับปฏิเสธและเห็นพ้องกับพวกนักเลงการพนันว่าความรักนำมาซึ่งความสุขและความเพลิดเพลิน เรื่องราวดังกล่าวลุกลามไปถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกาเทวี ซึ่งพระนางมัลลิกาเทวีทรงเป็นผู้มีปัญญาและศรัทธา จึงทรงช่วยชี้แนะให้พระสวามีเห็นจริงตามพุทธดำรัส และยอมรับว่า ความรักนำพาทุกข์มาให้สูตร#12 ฐานสูตร ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ ๕ ประการ