Share
![cover art for เครื่องมือแห่งการรู้แจ้ง [6901-3d]](https://open-images.acast.com/shows/63760a658c890a00102a0b39/show-cover.jpg?height=750)
3 ใต้ร่มโพธิบท
เครื่องมือแห่งการรู้แจ้ง [6901-3d]
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนเรื่อง"สัจจะ" หรือความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อริยสัจ ซึ่งถือเป็นความจริงอันประเสริฐที่มีความลึกซึ้งและเป็นสากล ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความจริงนี้ก็ยังคงเป็นจริงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือตัดสินความจริง ตามที่ปรากฏในเกสปุตตสูตร และ จังกีสูตร ได้ระบุถึงสิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือหลักในการพิสูจน์หรือตัดสินความจริงเพียงอย่างเดียว มีทั้งหมด 12 ประการ ได้แก่ 1.ความเชื่อ 2.ความชอบใจ 3.ฟังตามกันมา 4.ถือสืบกันมา 5.ข่าวเล่าลือ 6.มีในตำรา 7.คิดตริตรึกอยู่เป็นตรรกะ 8.ด้วยการอนุมาน 9.ตริตรึกตามลักษณะอาการที่ปรากฏ 10. ตรงกับความคิดของตน 11.ดูน่าเชื่อถือ 12.ผู้พูดเป็นครูของตน
เครื่องมือทั้ง 12 อย่างนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นหลักในการตามหาความจริงเพียงอย่างเดียวไม่ได้
การตามหาความจริงตามหลักคำสอนพระพุทธเจ้าคือ การลงมือทำและพิสูจน์ด้วยตนเอง ดังตัวอย่างของบุคคล 2 ท่าน คือ:
· ท่านจิตตคหบดี: ท่านเข้าถึงความจริงได้ด้วยการใช้ "ญาณ" เป็นเครื่องมือ ซึ่งเกิดจากการลงมือปฏิบัติจนเกิดความรู้แจ้งด้วยตนเอง โดยไม่ได้อาศัยเพียงความเชื่อแค่เพียงอย่างเดียว
· ท่านสารีบุตร: ท่านใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อินทรีย์ 5 และ พละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อนำไปสู่ความจริง ท่านได้ยืนยันไว้ในปุพพโกฏฐกสูตรว่า การที่จะหมดความสงสัยได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่แค่การเชื่อตามกันมา แต่คือการลงมือศึกษาและพิจารณาให้เห็นความจริงด้วย “ปัญญา” ของตนเอง
More episodes
View all episodes

8. เสนามาร 10 ประการ [6908-3d]
58:43||Season 69, Ep. 8พระพุทธองค์ทรงเปรียบกิเลสเป็น "กองทัพมาร 10 กอง" ที่คอยประหารบุคคลผู้มีจิตมืดบอดและขัดขวางการเข้าสู่พระนิพพาน ไว้ดังนี้ 1.กิเลสกาม 2.ความไม่ยินดีในธรรม 3.ความหิวกระหาย 4.ตัณหา 5.ความหดหู่เซื่องซึม 6.ความกลัวไร้เหตุผล 7.ความลังเลสงสัย 8.ความลบหลู่และหัวดื้อ 9.ลาภยศที่ผิด 10.การยกตนข่มผู้อื่น การจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนั้นไม่อาจอาศัยความอยากได้ แต่ต้องใช้ "ความกล้าหาญและความเพียร" เพื่อเอาชนะทัพมารเหล่านี้ แม้ความยากง่ายของแต่ละคนจะต่างกัน แต่หากชนะได้ย่อมพบความสุขอันเกษมคือนิพพาน
7. เหตุให้อายุยืน 5 ประการ [6907-3d]
55:47||Season 69, Ep. 7เหตุปัจจัยแห่งการมีอายุยืน ได้แก่1. รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง คือรู้จักสิ่งที่เป็นสัปปายะ รู้จักสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตน2. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย3. บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย รวมถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดด้วย4. ประพฤติเหมาะสมในเรื่องเวลา คือ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น นอนให้เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ออกกำลังให้สม่ำเสมอเป็นเวลา5. การประพฤติพรหมจรรย์ ฝึกจิตให้สงบระงับจากการเสพกาม เพื่อพบความสุขเย็นจากภายในซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออายุที่ยืนยาว6. มีศีล ผู้ที่มีศีลถือว่าเป็นผู้ไม่ประมาท จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่างๆลงได้7. มีกัลยาณมิตร การมีมิตรดีจะช่วยดูแลอันตรายต่างๆให้แก่กันนอกจากนี้ การเจริญ อิทธิบาท 4 และ อารยวัฒิ 5(ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา) ล้วนเป็นเหตุปัจจัยเสริมที่ช่วยให้ชีวิตยืนยาวและมั่นคงยิ่งขึ้น
6. ญาณ 3 อย่าง ในชีวิตประจำวัน [6906-3d]
58:54||Season 69, Ep. 6ญาณ คือปัญญาหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งถึงความจริง ในชีวิตประจำวันเราสามารถฝึกฝนเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญได้ญาณ 3 อย่างในชีวิตประจำวันได้แก่วิญญาณ (การรับรู้แจ้ง): คือการรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการลงมือทำจริง เช่น การรู้รสชาติอาหารเมื่อได้กิน หรือการรู้วิธีขับรถจากการฝึกปฏิบัติ ซึ่งต่างจากการจำเพียงทฤษฎีสติ (การระลึกรู้): คือการใช้สติและสมาธิเป็นฐานเพื่อหยั่งรู้ความจริงของสิ่งต่างๆ เช่น มีสติกำกับขณะขับรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและรู้เท่าทันสภาวะรอบตัวญาณ (ความรู้แจ่มแจ้ง): คือความรู้ที่พ้นจากขั้นพื้นฐานสู่ความเชี่ยวชาญจนสอนผู้อื่นได้ เช่น หมอที่ผ่าตัดจนชำนาญ หรือนักกฎหมายที่เข้าใจข้อกฎหมายอย่างทะลุปรุโปร่งกระบวนการพัฒนาจากวิญญาณสู่ญาณจะรวดเร็วเพียงใดขึ้นอยู่กับความแก่กล้าของ อินทรีย์ 5 โดยมีหัวใจสำคัญคือการปฏิบัติให้อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เคยชิน เพื่อนำไปสู่ สัมมาญาณะ และความหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง
5. "ภควา" ผู้จำแนกแจกธรรม [6905-3d]
57:23||Season 69, Ep. 5"ภควา" คือพระนามของพระพุทธเจ้าในฐานะ "ผู้จำแนกแจกธรรม" ที่ทรงเปลี่ยนสิ่งที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านคุณสมบัติผู้สอนที่เมตตาและลีลาการสอน 4 ลักษณะ คือ ชัดเจน, ชักจูง, เร้าใจ และร่าเริง อีกทั้งยังมีกลวิธีในการตอบและถามคำถามที่แยบคายและชาญฉลาด อีกทั้งการสอนที่เน้นความพอเพียง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามได้รับผลอันประเสริฐและสามารถส่งต่อปัญญาแก่ผู้อื่นได้จริง
4. มรรคสมังคี:การรวมกันของ มรรคทั้งแปด [6904-3d]
56:58||Season 69, Ep. 4มรรคสมังคี คือภาวะที่องค์ประกอบของ อริยมรรคมีองค์แปด รวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในขณะจิตเดียวขณะปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน "มรรคสามัคคี" ที่ทุกองค์ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่การบรรลุธรรมมรรคมีองค์ 8 คือหนทางแห่งการดับทุกข์ ซึ่งย่อลงได้เป็น ไตรสิกขา ได้แก่:1. ศีล: การเจรจาชอบ, การปฏิบัติชอบ, และการเลี้ยงชีพชอบ2. สมาธิ: ความพยายามชอบ, ความระลึกชอบ, และความตั้งใจมั่นชอบ3. ปัญญา: ความเห็นชอบ (เข้าใจอริยสัจ 4) และความดำริชอบการเกิดมรรคสมังคี เกิดขึ้นเมื่อองค์มรรคทั้ง 7 สนับสนุนให้เกิด สัมมาสมาธิ ที่บริสุทธิ์ เมื่อรวมกับปัญญาญาณและความหลุดพ้น องค์มรรคทั้งหมดจะรวมเป็นหนึ่งเดียว มักเกิดในขณะที่จิตรวมลงเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียว แล้วละวางเข้าสู่ความว่าง หรือในขณะที่บรรลุธรรมระดับต่างๆ โดยการรวมตัวของมรรคมีองค์ 8 นี้ยังมีลำดับ 3 ระยะ คือ เริ่มจากศรัทธาในพระรัตนตรัย นำไปสู่สมาธิ และลงท้ายด้วยปัญญา
3. ทิฏฐิ 62 [6903-3d]
57:57||Season 69, Ep. 3ทิฏฐิ 62 คือ "กับดักทางความคิด" ที่ถักทอจากผัสสะและตัณหาจนกลายเป็นเครือข่ายความเห็นผิดที่กักขังเราไว้จากความจริง มาร่วมเจาะลึกกลไกที่ทำให้จิตหลงทาง เพื่อถอดรหัสว่าความยึดติดแบบไหนที่กำลังขวางกั้นคุณจากปัญญาที่แท้จริงทิฏฐิ ในทางพระพุทธศาสนาคือความเห็นหรือความเข้าใจ หรือจะเรียกว่าทัศนคติ(มุมมอง)ก็ได้ แบ่งเป็น 2 อย่างคือสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องตามจริง เป็นปัญญาอันประกอบด้วยอริยสัจเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสลดลงมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสเพิ่มขึ้นมิจฉาทิฏฐินี้เองเป็นทิฏฐิที่ขวางการบรรลุธรรม ซึ่งในตอนนี้จะนำเอาทิฏฐิ 62 มากล่าวทิฏฐิ 62 คือ เครือข่ายความเห็นผิดหรือความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความจริง 62 ประการ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร จำแนกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ1.ความเห็นปรารภอดีต(18 ประการ) เช่น เห็นว่าโลกเที่ยง(4), เห็นว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง(4), เห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด(4), การพูดซัดส่ายไม่ฟันธง(4)และเห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย(2) 2.ความเห็นปรารภอนาคต(44 ประการ) เช่น ความเห็นเรื่องสภาพหลังความตายว่ามีสัญญา(16), ไม่มีสัญญา(8), หรือกึ่งมีกึ่งไม่มี(8), ความเห็นว่าตายแล้วสูญ(7) และการเข้าใจผิดว่ากามคุณหรือฌานคือการบรรลุนิพพานในปัจจุบัน(5)พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าความเห็นเหล่านี้มีความคลาดเคลื่อนและสุดโต่ง ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ทรงเน้นย้ำให้ละมิจฉาทิฏฐิเพื่อเข้าสู่ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งคือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 อันเป็นทางสายกลางที่ถูกต้อง
2. ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6902-3d]
57:34||Season 69, Ep. 2ปัญญา ในพุทธศาสนาไม่ใช่แค่ความฉลาดทางโลก แต่คือการเข้าใจธรรมชาติของทุกสิ่งตามความเป็นจริง เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ถูกต้องและนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการได้แก่1. มีครูบาอาจารย์ เข้าหาด้วยความเคารพ รัก และเกรงกลัว เพื่อเรียนรู้จากครูผู้เป็นกัลยาณมิตร2. รู้จักตั้งคำถาม ไต่ถามในเวลาที่เหมาะสมเพื่อคลายความสงสัยและทำความเข้าใจเนื้อหาธรรมที่ลึกซึ้ง3. ความสงบกายใจ นำธรรมที่ฟังมาปฏิบัติจนเกิดความสงบทั้งกายและจิต4. เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในสิกขาบทและเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย5. เป็นพหูสูต ฟังมาก สั่งสมความรู้ ทรงจำธรรมให้คล่องปากและขึ้นใจ6. ปรารภความเพียร มุ่งมั่นละอกุศลและหมั่นทบทวนเพื่อเพิ่มพูนกุศลธรรม7. สนทนาธรรม พูดคุยแต่เรื่องธรรมวินัยที่เป็นประโยชน์ ไม่พูดเรื่องไร้สาระ และรู้จักนิ่งอย่างพระอริยเจ้า8. ปล่อยวางขันธ์ 5 พิจารณาเห็นความเกิด ดับ และความเสื่อมใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณการปฏิบัติครบทั้ง 8 ข้อนี้ จะช่วยให้ตระหนักรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริง นำไปสู่ความสงบเย็นและความสุขอันยั่งยืน
52. ความเบาใจ 4 ประการ [6852-3d]
58:16||Season 68, Ep. 52ความเบาใจ คือ ความสบายใจ ความไม่หนักใจ สิ่งที่ตรงข้ามกับความเบาใจคือความหนักใจ กลุ้มใจ เครียด วุ่นวายใจ เหตุแห่งความหนักใจนั้นมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ภาระหน้าที่ โรคภัยไข้เจ็บ และผัสสะต่างๆความเบาใจ 4 ประการที่จะกล่าวถึงในดอนนี้แยกไว้ 3 นัยยะคือนัยยะที่ 1 มาในพระสูตรคิลายนสูตรนำไปใช้ในลักษณะที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วย พูดถึงเรื่องพระพุทธ พระธรรม และศีล คือการมีศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่หวั่นไหวและมีศีลที่ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เมื่อใช้หลัก 4 ประการนี้เป็นที่พึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจนัยยะที่ 2 กุศลกรรมบถ 10 และ อกุศลกรรมบถ 10 ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือให้เป็นผู้มีกุศลกรรมบถ 10 อย่าง และเป็นผู้ละอกุศลกรรมบถ 10 อย่าง จะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้นัยยะที่ 3 อราคะ อโทสะ อโมหะ ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือเมื่อเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะจะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาได้ เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้